28 พ.ค. 2552

Good Night, and Good Luck. - หลับฝันดีกับดนตรีแจ๊ส (คืนที่สอง)


เปิดอัลบั้มด้วย Straighten Up and Fly Right ของ แนท คิง โคล ที่เริ่มด้วยเสียงร้องนุ่มๆ แต่มีพลังของไดแอน รีฟส์ คลอมากับเสียงเปียโนของปีเตอร์ มาร์ติน มาในแบบจังหวะกลางๆ เป็นบัลลาดแจ๊ส ซึ่งก็เป็นธีมหลักและภาพรวมของอัลบั้มชุดนี้ ซึ่งเน้นที่ความสดของทั้งเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรี ฟังแล้วได้อารมณ์และความรู้สึกของบรรยากาศเก่าๆ แบบเดียวกับความรู้สึกที่อยู่ในหนัง
ถ้าจะบอกว่าเสียงร้องของ ไดแอน รีฟส์ คือจุดศูนย์รวมของอัลบั้มชุดนี้ก็คงจะไม่ผิด เพราะความสามารถและเสน่ห์ในเสียงร้องของรีฟส์ช่วยให้ดนตรีแจ็สที่ดูเรียบง่าย กลายเป็นเพลงที่มีเสน่ห์และน่าฟังได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูนุ่มนวล ผ่อนคลาย แฝงด้วยความสนุก เจือด้วยความสดใสเล็กๆ ซึ่งถูกร้องออกมาได้อย่างเข้มแข็ง มีพลัง มั่นใจและชัดเจน ทำให้ทุกเพลงในอัลบั้มชุดนี้ คืองานเพลงแจ๊สดีๆ ที่น่าฟัง ที่ทั้งสอดรับกับตัวหนัง และยอดเยี่ยมสำหรับการเปิดฟังในช่วงเวลาปกติ
I've Got My Eyes on You งานเก่าของ โคล พอร์เตอร์ เพลงที่เราได้เห็นเธอร้องในภาพยนตร์ ละเมียดไปกับเสียงร้องของรีฟส์และเคลิ้มไปกับเสียงเทเนอร์แซกของแมทท์ คาทินกับ ซึ่งต่อยอดความรู้สึกด้วยแทรคต่อมา Gotta Be This or That ที่เสียงแซกของคาทินกับมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น
Too Close for Comfort และ Pick Yourself Up คือสองเพลงที่มาพร้อมกับลีลาและจังหวะของดนตรีลาติน โดยที่เพลงแรกจะเด่นในเรื่องของจังหวะทั้งตัวกลองและเสียงเบสที่เล่นกันออกมาได้อย่างสนุกสนานและมีสีสัน ขณะที่เพลงหลังเรียกว่าทั้งลีลาและลูกเล่นต่างๆ ที่อยู่ในเพลง ต่างก็บรรเลงในสไตล์ลาตินแจ๊สกันอย่างเต็มที่ ไม่เว้นแม้กระทั้งเสียงร้องของ ไดแอน รีฟส์ และที่เด่นมากๆ อีกอย่างในเพลงนี้ก็คือเสียงแซกที่ช่วยดึงเสน่ห์ของดนตรีลาตินแจ๊สให้กับเพลงนี้ได้อย่างสนุก ยกใจให้ไปเลยสำหรับเพลงนี้
ขณะที่ Solitudeของ ดุค เอลลิงตัน และ How High the Moon ก็เป็นบัลลาดแจ๊สช้าๆ ที่ชวนให้ปล่อยใจเคลิ้บเคลิ้มไปกับความงดงามของเสียงร้อง และอารมณ์นุ่มนวลของเสียงดนตรี เช่นเดียวกับ Pretend, Into Each Life Some Rain Must Fall และ There'll Be Another Spring ที่ให้อารมณ์ไพเราะ นุ่มนวล ด้วยการร้องในน้ำเสียงที่อ่อนหวาน แต่ว่าแข็งแรงในการออกเสียงคำร้องของ ไดแอน รีฟส์ ทำบทเพลงเหล่านี้แทรกซึมและเข้าถึงความรู้สึกในการฟังเพลงได้เป็นอย่างดี
You're Driving Me Crazy เพลงจังหวะสวิงที่เน้นความสนุกสนาน ซึ่งบรรดาเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น ต่างก็บรรเลงกันอย่างสนุกคึกคัก เช่นเดียว TV Is the Thing This Year อีกหนึ่งเพลงสนุกที่เนื้อหาน่าจะใกล้เคียงกับตัวหนังมากที่สุด
ส่วน When I Fall in Love เพลงบรรเลงเพลงเดียวที่อยู่ในอัลบั้ม ซึ่งเราได้ยินกันเป็นเพลงแรกในหนังตอนต้นเรื่อง เสียงแซกโซโฟนถูกใช้เป็นพระเอกเต็มตัว ออกมาเป็นบัลลาดแจ๊สที่ออกหม่นๆ แต่ก็ฟังลื่นไหล พาเคลิ้มไปได้ไม่รู้ตัว
ยกให้เป็นหนึ่งในอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยม และน่าสนใจ ยิ่งถ้ากับใครที่หลงใหลในเพลงแจ๊ส ซึ่งแม้จะหยิบมาเปิดฟังในช่วงเวลาธรรมดา โดยที่ไม่สนใจอะไรเกี่ยวกับตัวหนัง อัลบั้มชุดนี้ก็ยังคงเป็นอัลบั้มเพลงแจ๊สที่ยอดเยี่ยมมากที่สุดอัลบั้มหนึ่ง ขอให้ทุกๆ คนมีความสุขกับการฟังอัลบั้มชุดนี้ Good Night, and Good Luck

Good Night, and Good Luck. - หลับฝันดีกับดนตรีแจ๊ส (คืนแรก)


ไดแอน รีฟส์ นักร้องสาวในแนวแจ๊ส ที่จัดได้ว่าเป็นแถวหน้าคนหนึ่งของวงการเพลงแจ๊สในยุคปัจจุบัน หลังจากที่สามารถสร้างปรากฎการณ์ด้วยการคว้ารางวัลแกรมมี่ อวอร์ด ในสาขา Best Jazz Vocal Performance ได้ถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ไล่ตั้งแต่อัลบั้ม In the Moment ในปี 2001, The Calling 2002 และ A Little Moonlight ปี 2003 ซึ่งทำให้ ไดแอน รีฟส์ กลายเป็นนักร้องเพียงคนเดียวที่สามารถชนะรางวัลแกรมมี่ได้ถึง 3 ปีซ้อน ก่อนที่จะมาคว้าตัวที่ 4 ในปี 2006 กับอัลบั้มซาวด์แทรคของหนังเรื่อง Good Night, and Good Luck. อัลบั้มที่เรากำลังจะพูดถึงกันในสัปดาห์นี้
Good Night, and Good Luck. ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องที่สองของพระเอกหนุ่ม จอร์จ คลูนีย์ ที่เล่าเรื่องการทำงานของสื่อมวลชน ที่ต้องต่อสู้กับอำนาจของรัฐบาล โดยอิงมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในอเมริกาช่วงยุค 1950 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กำลังเกิดปัญหาเรื่องคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ทำให้วุฒิสมาชิก โจเซฟ แมคคาร์ธี คิดหาประโยชน์กับภาวะดังกล่าว ด้วยการป่าวประกาศยัดเยียดความเป็นคอมมิวนิสต์ให้กับบุคคลต่างๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยัน ซึ่งสิ่งเดียวที่จะใช้ตอบโต้กับวิธีการของ โจเซฟ แมคคาร์ธี ได้ก็คือ สื่อมวลชน ซึ่งก็ได้แก่ เอ็ดเวิร์ด อาร์. เมอร์โรว์ ผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ ซีบีเอส. ที่เลือกหยิบเอาเรื่องความไม่ชอบทำและพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของโจเซฟ แมคคาร์ธี มาเป็นประเด็นร้อนในรายการข่าวที่มีชื่อว่า "See It Now" จนในที่สุดก็กลายเป็นการต่อสู้ และตอบโต้กันไปมาผ่านสื่อ ซึ่งทุกครั้งก่อนที่จะจบรายการ เอ็ดเวิร์ด อาร์. เมอร์โรว์ จะต้องฝากประโยคทิ้งท้ายว่า Good Night, and Good Luck. เอาไว้ด้วยเสมอ
หนังมีชื่อเข้าชิงออสการ์เมื่อคราวที่แล้ว ตอนปี 2006 ถึง 6 รางวัล ซึ่งนับรวมรางวัลใหญ่ๆ อย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและตัว จอร์จ คลูนีย์ ก็มีชื่อในฐานะผู้กำกับยอดเยี่ยม แต่ว่าสุดท้ายก็ได้แต่แห้วกระป๋องไปรับประทาน ไม่ได้ออสการ์ติดไม้ติดมือกลับบ้านมาสักตัว
ใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วจะรู้ว่า หนังทำออกมาเป็นภาพขาวดำ เหมือนจะตั้งใจให้ออกมาเป็นงานสารคดีเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งนอกจากจะทำให้ดูเก่าตามช่วงเวลาที่อยู่ในหนังแล้ว หนังยังค่อนข้างมีอารมณ์ขึงขังจริงจัง แถมยังเป็นหนังที่เน้นกันที่การพูด พูด พูด แล้วก็พูด ซึ่งทั้งหมดทำให้ภาพของหนังออกมาน่าจะเป็นงานที่ จริงจัง ดูยาก และน่าจะไม่สนุก แต่หนังก็หาทางออกให้กับสภาวะดังกล่าวได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการสลับขั้นเรื่องราวหนักๆ และบทพูดยาวๆ ในหนัง ด้วยดนตรีแจ๊สของกลุ่มศิลปิน ที่เดาว่าน่าจะมาอัดเสียงหรือบันทึกการแสดงอยู่ที่อีกห้องส่งหนึ่งของสถานี ซีบีเอส. ในช่วงเวลาเดียวกับที่กำลังถ่ายทอดสดรายการ "See It Now" ของ เอ็ดเวิร์ด อาร์. เมอร์โรว์ ซึ่งวงดนตรีแจ๊สที่ว่ามีนักร้องนำเป็นสาวผิวสีหุ่นท้วมๆ กำลังดีที่ชื่อ ไดแอน รีฟส์
นอกจาก ไดแอน รีฟส์ จะมาปรากฏตัวในหนังพร้อมกับเสียงร้องของเธอแล้ว นักดนตรีคนอื่นๆ ที่มารวมเล่นดนตรีในฉากดังกล่าว ก็ล้วนแล้วแต่เป็นนักดนตรีตัวจริงเสียงจริงที่เล่นดนตรีในอัลบั้มซาวด์แทรคชุดนี้ ไล่ตั้งแต่มือเปียโน ปีเตอร์ มาร์ติน ที่เคยทำดนตรีประกอบให้กับหนังอังกฤษเรื่อง
Hope and Glory (1987) ของผู้กำกับ จอห์น บัวร์แมน, คริสตอฟ ลูที มือเบส, เจฟฟ์ แฮมมิลตัน มือกลอง และแมทท์ คาทินกับ มืออัลโตแซก ซึ่งทั้งหมดมาช่วยกันเนรมิตบทเพลงแจ๊สสุดไฟราะที่เคยถูกบันทึกเสียงเอาไว้ในช่วงยุค 50 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเลือกสรรของตัว จอร์จ คลูนีย์ เอง โดยที่ตัวเขาเองก็เอาไอเดียมาจากคุณป้าโรสแมรี คลูนีย์ ที่เคยเป็นนักร้องชื่อดัง เสียงดี ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับในหนัง ซึ่งในเวลานั้นก็ถือได้ว่าคุณป้าโรสแมรีเป็นนักร้องหญิงในแนวป็อป - แจ๊สที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของวงการ และถือว่าเป็นศิลปินคนแรกๆ ที่ได้บันทึกเสียงร้องลงในเพลง Sway เวอร์ชันของ ดีน มาร์ติน

Outkast - Idlewild



อัลบั้มนี้เป็นทั้งงานชุดใหม่ลำดับที่ 6 ของสองคู่หูฮิปฮอปดีกรีรางวัลแกรมมี่อย่าง อังตวน แพตตัน หรือ "บิ๊ก บอย" กับ อังเดร เบนจามิน หรือ "อังเดร 3000" ในนาม Outkast และอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ทั้งสองหนุ่มรับบทนำรวมกันเป็นครั้งแรก ที่ถึงแม้จะแตกต่างที่ลักษณะงานแต่ก็มาพร้อมตราฐานเดียวกันภายใต้ชื่อ Idlewild
Idlewild เป็นหนังย้อนยุค เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงปี 1930 ที่เมือง Idlewild เรื่องของเพื่อนสนิทสองคน (แพตตัน และ เบนจามิน) ที่แม้จะมีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ทั้งคู่ต่างก็มีความฝันและความสุขอยู่กับเสียงดนตรี ซึ่งนอกจากสองคู่หูจะกอดคอขอเป็นพระเอกคู่กันเป็นครั้งแรกแล้ว อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่เป็นคนพลักดันไอเดียบรรเจิดของสองหนุ่มฮิปฮอปให้กลายมาเป็นภาพเคลื่อนไหวในโรงภาพยนตร์ก็คือ ไบรอัน บาร์เบอร์ ผู้กำกับคู่บุญ ที่มารับหน้าที่ทั้งกำกับและเขียนบทให้กับหนังเรื่อง หลังจากที่เคยร่วมงานกำกับมิวสิควิดีโอให้ในเพลงของ Outkast จากอัลบั้มก่อนหน้านี้อย่างเพลง
Roses และ Hey Ya! นอกจากนี้คุณบาร์เบอร์ยังเคยเนรมิตเพลงเป็นภาพให้กับศิลปินดังคนอื่นๆ ทั้ง คริสตินา อากีเลรา และ Destiny's Child
สำหรับคนที่ติดตามงานเพลงของ Outkast มาตลอดตั้งแต่เริ่มเข้าวงการใหม่ๆ จะรู้ว่างานเพลงของพวกเขามีพัฒนาการ ปรับเปลี่ยน และแปลกใหม่จากของเดิมอยู่ตลอด เริ่มตั้งแต่อัลบั้มแรก Southernplayalisticadillacmuzik ที่ฉีกภาพของดนตรีแนว "
Southern hip hop" แบบเดิมๆ ที่มักจะมีภาพของความรุนแรง การแร๊พที่ค่อนข้างหนักหน่วง และภาพลักษณ์แบบแก๊งสเตอร์ (ดูตัวอย่างได้จากหนังที่เกี่ยวข้องกับดนตรี Southern hip hop เรื่อง Hustle & Flow (2005) ที่เราเคยแนะนำเพลงประกอบของหนังไปแล้ว) ซึ่ง Outkast เลือกที่จะเสนอดนตรีของพวกเขาให้แตกต่างออกไป ลดความหนัก ใส่ความสนุก เสริมเมโลดี้ของดนตรีแนวอื่นเข้าไป ทั้ง ป็อป ฟังก์ แจ๊ส ซึ่งนั้นทำให้งานเพลงของ Outkast โดดเด่นและเป็นที่ชื่นชอบของทั้งนักฟังเพลงและนักวิจารณ์ในเวลาอันรวดเร็ว
หลังจากความสำเร็จที่ได้รับมาอย่างมากมายมหาศาลจากอัลบั้มก่อนหน้านี้อย่าง
Speakerboxxx / The Love Below อัลบั้มคู่ที่ทั้งสองคนแยกกันดูแลคนละแผ่น ยืนยันด้วยยอดขายถล่มทลายกว่า 10 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลก แถมยังคว้า 3 รางวัลแกรมมี่อวอดส์ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือรางวัลใหญ่อย่าง Album of the Year มาเชิดหน้าชูตาในปี 2004 มีเพลงดังๆ อย่าง The Way You Move กับ Hey Ya! ซึ่งทะยานขึ้นอันดับหนึ่งบิลบอร์ดชาร์ทได้ทั้งสองเพลง ทำให้ชื่อของ Outkast คู่หูฮิปฮอปจากแอตแลนตา, จอร์เจียคู่นี้ เริ่มเป็นที่รู้จักของนักฟังเพลงทั่วไปเพิ่มมากขึ้น ไม่เจาะจงแค่เฉพาะแฟนเพลงฮิปฮอปเพียงอย่างเดียว
แน่นอนว่าความสำเร็จของ
Speakerboxxx / The Love Below ย่อมก่อให้เกิดความคาดหวังและความสงสัยว่า อัลบั้มถัดไปของพวกเขาจะออกมารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร และที่สำคัญคือมันจะดีเด่นได้ดั่งเช่น Speakerboxxx / The Love Below หรือเปล่า
Idlewild คือคำตอบที่ทุกคนอยากจะรู้ แค่แรกเริ่มก็เผยความไม่ธรรมดาให้เห็นด้วยการขยายเรื่องราวไปต่อยอดกันในภาพยนตร์ ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจ ถ้าหากใครที่ได้ดูทั้งหนังและฟังเพลงทั้งอัลบั้มแล้วพบว่า เพลงส่วนใหญ่แทบไม่ได้ไปปรากฏตัวอยู่ในหนัง เพราะอย่างที่บอกว่าหนังเป็นเพียงแค่ส่วนเสริมความคิดและอารมณ์ที่ยังเหลือค้างมาจากตัวอัลบั้มเพลงเท่านั้น
ดนตรีใน Idlewild คือดนตรีฮิปฮอปที่มีส่วนผสมของดนตรีอเมริกันหลายๆ แบบคละเค้ากันอยู่ ไล่ตั้งแต่ บลูส์ โซล อาร์แอนด์บี แจ๊ส และบิ๊กแบนด์ เริ่มด้วยซิงเกิลแรก Mighty 'O' เพลงแร๊พที่ติดสำเนียงเก่าๆ เน้นความคึกคักกระฉับกระเฉง ซึ่งดูไม่หวือหวาเหมือนกับซิงเกิลที่ผ่านๆ มาของ Outkast แต่เพลงนี้เป็นเพียงแค่เพลงที่ส่งมาแนะนำอัลบั้มใหม่กับแฟนเพลงเท่านั้น ซึ่งของจริงก็คือเพลงที่ตามออกมาหลังจากนี้
Morris Brown และ Idlewild Blue (Don't Chu Worry Bout Me) คือสองเพลงที่ บิ๊ก บอย และ อังเดร แยกกันเป็นเจ้าของคนละเพลง แบบเดียวกับตอนที่ทำ The Way You Move กับ Hey Ya! ในอัลบั้มก่อน ซึ่ง Morris Brown ของ บิ๊ก บอย คือเพลงที่ทำออกมาเพื่อเอาใจแฟนเพลงที่ปลื้มงานแบบเดียวกับ The Way You Move ด้วยเฉพาะ ทั้งจังหวะเพลง ลีลา ลูกเล่นต่างๆ ทำออกมาได้อย่างน่ารักสดใส ซึ่งทั้งหมดนี้นี่แหละที่เป็นเสน่ห์ของฮิปฮอปในแบบ Outkast ซึ่งคำว่า Morris Brown มาจากชื่อ Morris Brown College ที่ตั้งอยู่ในแอตแลนตา โดยในเพลงยังมีการให้วงดุริยางค์ของโรงเรียนมาร่วมบรรเลงด้วยอีกต่างหาก
ส่วน
Idlewild Blue (Don't Chu Worry Bout Me) ของ อังเดร โดดเด่นตรงที่การนำเอกลักษณ์ของดนตรีบูลส์เข้ามาผสมได้อย่างลงตัว ทั้งเสียงริฟฟ์กีตาร์อะคูสติกในท่อนอินโทร เสียงฮาร์โมนิกาหรือหีบเพลงปาก ที่เป็นเครื่องดนตรีสำคัญอีกอย่างของนักดนตรี
When I Look in Your Eyes เพลงที่ถูกใช้ในหนังช่วงเอนด์ เครดิต ดนตรีบิ๊ก แบนด์เพราะๆ ที่ อังเดร ทั้งร้องและเล่นเปียโนให้กับเพลงนี้ ย้ำให้เห็นถึงความสามารถด้านดนตรีที่หลากหลายของหนุ่มคนนี้
ทั้งตัวหนังและอัลบั้ม Idlewild อาจจะไม่ประสบความสำเร็จและถูกพูดถึงมากมายอะไรนัก แต่ก็ใช่ว่ามันจะต้องถูกมองข้ามและปล่อยให้ลืมผ่านไปเฉยๆ ทั้ง อังตวน แพตตัน และ อังเดร เบนจามิน แห่ง Outkast ยังคงสร้างสรรค์สิ่งวิเศษให้กับแฟนๆ และในฐานะหนึ่งคนที่ปราบปลื้มงานของพวกเขา เชื่อมั่นแบบสุดๆ ว่า ทั้งคู่จะยังไม่หยุดพัฒนางานเพลง รวมถึงงานแสดงของตัวเองเพียงแค่นี้แน่นอน