<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8247893057970808677</id><updated>2012-02-16T11:53:18.263-08:00</updated><title type='text'>ดนตรีประกอบภาพยนตร์  ^u^life need music^u^</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>alujudoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10488290256059577706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>10</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8247893057970808677.post-1558703283403256090</id><published>2009-05-28T22:36:00.000-07:00</published><updated>2009-05-28T22:39:18.287-07:00</updated><title type='text'>Good Night, and Good Luck. - หลับฝันดีกับดนตรีแจ๊ส (คืนที่สอง)</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh901a1L86I/AAAAAAAAACU/3j2-EeDDJGU/s1600-h/2005_good_night_and_good_luck_022.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5341116144168989602" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 214px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh901a1L86I/AAAAAAAAACU/3j2-EeDDJGU/s320/2005_good_night_and_good_luck_022.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;เปิดอัลบั้มด้วย Straighten Up and Fly Right ของ แนท คิง โคล ที่เริ่มด้วยเสียงร้องนุ่มๆ แต่มีพลังของไดแอน รีฟส์ คลอมากับเสียงเปียโนของปีเตอร์ มาร์ติน มาในแบบจังหวะกลางๆ เป็นบัลลาดแจ๊ส ซึ่งก็เป็นธีมหลักและภาพรวมของอัลบั้มชุดนี้ ซึ่งเน้นที่ความสดของทั้งเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรี ฟังแล้วได้อารมณ์และความรู้สึกของบรรยากาศเก่าๆ แบบเดียวกับความรู้สึกที่อยู่ในหนัง&lt;br /&gt;ถ้าจะบอกว่าเสียงร้องของ ไดแอน รีฟส์ คือจุดศูนย์รวมของอัลบั้มชุดนี้ก็คงจะไม่ผิด เพราะความสามารถและเสน่ห์ในเสียงร้องของรีฟส์ช่วยให้ดนตรีแจ็สที่ดูเรียบง่าย กลายเป็นเพลงที่มีเสน่ห์และน่าฟังได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูนุ่มนวล ผ่อนคลาย แฝงด้วยความสนุก เจือด้วยความสดใสเล็กๆ ซึ่งถูกร้องออกมาได้อย่างเข้มแข็ง มีพลัง มั่นใจและชัดเจน ทำให้ทุกเพลงในอัลบั้มชุดนี้ คืองานเพลงแจ๊สดีๆ ที่น่าฟัง ที่ทั้งสอดรับกับตัวหนัง และยอดเยี่ยมสำหรับการเปิดฟังในช่วงเวลาปกติ&lt;br /&gt;I've Got My Eyes on You งานเก่าของ โคล พอร์เตอร์ เพลงที่เราได้เห็นเธอร้องในภาพยนตร์ ละเมียดไปกับเสียงร้องของรีฟส์และเคลิ้มไปกับเสียงเทเนอร์แซกของแมทท์ คาทินกับ ซึ่งต่อยอดความรู้สึกด้วยแทรคต่อมา Gotta Be This or That ที่เสียงแซกของคาทินกับมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น&lt;br /&gt;Too Close for Comfort และ Pick Yourself Up คือสองเพลงที่มาพร้อมกับลีลาและจังหวะของดนตรีลาติน โดยที่เพลงแรกจะเด่นในเรื่องของจังหวะทั้งตัวกลองและเสียงเบสที่เล่นกันออกมาได้อย่างสนุกสนานและมีสีสัน ขณะที่เพลงหลังเรียกว่าทั้งลีลาและลูกเล่นต่างๆ ที่อยู่ในเพลง ต่างก็บรรเลงในสไตล์ลาตินแจ๊สกันอย่างเต็มที่ ไม่เว้นแม้กระทั้งเสียงร้องของ ไดแอน รีฟส์ และที่เด่นมากๆ อีกอย่างในเพลงนี้ก็คือเสียงแซกที่ช่วยดึงเสน่ห์ของดนตรีลาตินแจ๊สให้กับเพลงนี้ได้อย่างสนุก ยกใจให้ไปเลยสำหรับเพลงนี้&lt;br /&gt;ขณะที่ Solitudeของ ดุค เอลลิงตัน และ How High the Moon ก็เป็นบัลลาดแจ๊สช้าๆ ที่ชวนให้ปล่อยใจเคลิ้บเคลิ้มไปกับความงดงามของเสียงร้อง และอารมณ์นุ่มนวลของเสียงดนตรี เช่นเดียวกับ Pretend, Into Each Life Some Rain Must Fall และ There'll Be Another Spring ที่ให้อารมณ์ไพเราะ นุ่มนวล ด้วยการร้องในน้ำเสียงที่อ่อนหวาน แต่ว่าแข็งแรงในการออกเสียงคำร้องของ ไดแอน รีฟส์ ทำบทเพลงเหล่านี้แทรกซึมและเข้าถึงความรู้สึกในการฟังเพลงได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;You're Driving Me Crazy เพลงจังหวะสวิงที่เน้นความสนุกสนาน ซึ่งบรรดาเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น ต่างก็บรรเลงกันอย่างสนุกคึกคัก เช่นเดียว TV Is the Thing This Year อีกหนึ่งเพลงสนุกที่เนื้อหาน่าจะใกล้เคียงกับตัวหนังมากที่สุด&lt;br /&gt;ส่วน When I Fall in Love เพลงบรรเลงเพลงเดียวที่อยู่ในอัลบั้ม ซึ่งเราได้ยินกันเป็นเพลงแรกในหนังตอนต้นเรื่อง เสียงแซกโซโฟนถูกใช้เป็นพระเอกเต็มตัว ออกมาเป็นบัลลาดแจ๊สที่ออกหม่นๆ แต่ก็ฟังลื่นไหล พาเคลิ้มไปได้ไม่รู้ตัว&lt;br /&gt;ยกให้เป็นหนึ่งในอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยม และน่าสนใจ ยิ่งถ้ากับใครที่หลงใหลในเพลงแจ๊ส ซึ่งแม้จะหยิบมาเปิดฟังในช่วงเวลาธรรมดา โดยที่ไม่สนใจอะไรเกี่ยวกับตัวหนัง อัลบั้มชุดนี้ก็ยังคงเป็นอัลบั้มเพลงแจ๊สที่ยอดเยี่ยมมากที่สุดอัลบั้มหนึ่ง ขอให้ทุกๆ คนมีความสุขกับการฟังอัลบั้มชุดนี้ Good Night, and Good Luck&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8247893057970808677-1558703283403256090?l=originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/feeds/1558703283403256090/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/good-night-and-good-luck_28.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/1558703283403256090'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/1558703283403256090'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/good-night-and-good-luck_28.html' title='Good Night, and Good Luck. - หลับฝันดีกับดนตรีแจ๊ส (คืนที่สอง)'/><author><name>alujudoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10488290256059577706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh901a1L86I/AAAAAAAAACU/3j2-EeDDJGU/s72-c/2005_good_night_and_good_luck_022.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8247893057970808677.post-7412858456807234842</id><published>2009-05-28T22:28:00.000-07:00</published><updated>2009-05-28T22:36:10.637-07:00</updated><title type='text'>Good Night, and Good Luck. - หลับฝันดีกับดนตรีแจ๊ส (คืนแรก)</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh90MXQ3WfI/AAAAAAAAACM/6K_CQfrjtdI/s1600-h/Good-Night-And-Good-Luck-OST_Dianne-Reeves,images_big,17,3123072.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5341115438836701682" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 317px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh90MXQ3WfI/AAAAAAAAACM/6K_CQfrjtdI/s320/Good-Night-And-Good-Luck-OST_Dianne-Reeves,images_big,17,3123072.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;ไดแอน รีฟส์ นักร้องสาวในแนวแจ๊ส ที่จัดได้ว่าเป็นแถวหน้าคนหนึ่งของวงการเพลงแจ๊สในยุคปัจจุบัน หลังจากที่สามารถสร้างปรากฎการณ์ด้วยการคว้ารางวัลแกรมมี่ อวอร์ด ในสาขา &lt;/span&gt;&lt;a title="Best Jazz Vocal Performance" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Best_Jazz_Vocal_Performance"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Best Jazz Vocal Performance&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; ได้ถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ไล่ตั้งแต่อัลบั้ม &lt;/span&gt;&lt;a title="In the Moment" href="http://en.wikipedia.org/w/index.php?title=In_the_Moment&amp;amp;action=edit"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;In the Moment&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; ในปี 2001, &lt;/span&gt;&lt;a title="The Calling (Dianne Reeves album)" href="http://en.wikipedia.org/w/index.php?title=The_Calling_%28Dianne_Reeves_album%29&amp;amp;action=edit"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;The Calling&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; 2002 และ &lt;/span&gt;&lt;a title="A Little Moonlight" href="http://en.wikipedia.org/w/index.php?title=A_Little_Moonlight&amp;amp;action=edit"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;A Little Moonlight&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; ปี 2003 ซึ่งทำให้ ไดแอน รีฟส์ กลายเป็นนักร้องเพียงคนเดียวที่สามารถชนะรางวัลแกรมมี่ได้ถึง 3 ปีซ้อน ก่อนที่จะมาคว้าตัวที่ 4 ในปี 2006 กับอัลบั้มซาวด์แทรคของหนังเรื่อง Good Night, and Good Luck. อัลบั้มที่เรากำลังจะพูดถึงกันในสัปดาห์นี้&lt;br /&gt;Good Night, and Good Luck. ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องที่สองของพระเอกหนุ่ม จอร์จ คลูนีย์ ที่เล่าเรื่องการทำงานของสื่อมวลชน ที่ต้องต่อสู้กับอำนาจของรัฐบาล โดยอิงมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในอเมริกาช่วงยุค 1950 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กำลังเกิดปัญหาเรื่องคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ทำให้วุฒิสมาชิก โจเซฟ แมคคาร์ธี คิดหาประโยชน์กับภาวะดังกล่าว ด้วยการป่าวประกาศยัดเยียดความเป็นคอมมิวนิสต์ให้กับบุคคลต่างๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยัน ซึ่งสิ่งเดียวที่จะใช้ตอบโต้กับวิธีการของ โจเซฟ แมคคาร์ธี ได้ก็คือ สื่อมวลชน ซึ่งก็ได้แก่ เอ็ดเวิร์ด อาร์. เมอร์โรว์ ผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ ซีบีเอส. ที่เลือกหยิบเอาเรื่องความไม่ชอบทำและพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของโจเซฟ แมคคาร์ธี มาเป็นประเด็นร้อนในรายการข่าวที่มีชื่อว่า "See It Now" จนในที่สุดก็กลายเป็นการต่อสู้ และตอบโต้กันไปมาผ่านสื่อ ซึ่งทุกครั้งก่อนที่จะจบรายการ เอ็ดเวิร์ด อาร์. เมอร์โรว์ จะต้องฝากประโยคทิ้งท้ายว่า Good Night, and Good Luck. เอาไว้ด้วยเสมอ&lt;br /&gt;หนังมีชื่อเข้าชิงออสการ์เมื่อคราวที่แล้ว ตอนปี 2006 ถึง 6 รางวัล ซึ่งนับรวมรางวัลใหญ่ๆ อย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและตัว จอร์จ คลูนีย์ ก็มีชื่อในฐานะผู้กำกับยอดเยี่ยม แต่ว่าสุดท้ายก็ได้แต่แห้วกระป๋องไปรับประทาน ไม่ได้ออสการ์ติดไม้ติดมือกลับบ้านมาสักตัว&lt;br /&gt;ใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วจะรู้ว่า หนังทำออกมาเป็นภาพขาวดำ เหมือนจะตั้งใจให้ออกมาเป็นงานสารคดีเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งนอกจากจะทำให้ดูเก่าตามช่วงเวลาที่อยู่ในหนังแล้ว หนังยังค่อนข้างมีอารมณ์ขึงขังจริงจัง แถมยังเป็นหนังที่เน้นกันที่การพูด พูด พูด แล้วก็พูด ซึ่งทั้งหมดทำให้ภาพของหนังออกมาน่าจะเป็นงานที่ จริงจัง ดูยาก และน่าจะไม่สนุก แต่หนังก็หาทางออกให้กับสภาวะดังกล่าวได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการสลับขั้นเรื่องราวหนักๆ และบทพูดยาวๆ ในหนัง ด้วยดนตรีแจ๊สของกลุ่มศิลปิน ที่เดาว่าน่าจะมาอัดเสียงหรือบันทึกการแสดงอยู่ที่อีกห้องส่งหนึ่งของสถานี ซีบีเอส. ในช่วงเวลาเดียวกับที่กำลังถ่ายทอดสดรายการ "See It Now" ของ เอ็ดเวิร์ด อาร์. เมอร์โรว์ ซึ่งวงดนตรีแจ๊สที่ว่ามีนักร้องนำเป็นสาวผิวสีหุ่นท้วมๆ กำลังดีที่ชื่อ ไดแอน รีฟส์&lt;br /&gt;นอกจาก ไดแอน รีฟส์ จะมาปรากฏตัวในหนังพร้อมกับเสียงร้องของเธอแล้ว นักดนตรีคนอื่นๆ ที่มารวมเล่นดนตรีในฉากดังกล่าว ก็ล้วนแล้วแต่เป็นนักดนตรีตัวจริงเสียงจริงที่เล่นดนตรีในอัลบั้มซาวด์แทรคชุดนี้ ไล่ตั้งแต่มือเปียโน ปีเตอร์ มาร์ติน ที่เคยทำดนตรีประกอบให้กับหนังอังกฤษเรื่อง &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.imdb.com/title/tt0093209/"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Hope and Glory&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; (1987) ของผู้กำกับ จอห์น บัวร์แมน, คริสตอฟ ลูที มือเบส, เจฟฟ์ แฮมมิลตัน มือกลอง และแมทท์ คาทินกับ มืออัลโตแซก ซึ่งทั้งหมดมาช่วยกันเนรมิตบทเพลงแจ๊สสุดไฟราะที่เคยถูกบันทึกเสียงเอาไว้ในช่วงยุค 50 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเลือกสรรของตัว จอร์จ คลูนีย์ เอง โดยที่ตัวเขาเองก็เอาไอเดียมาจากคุณป้าโรสแมรี คลูนีย์ ที่เคยเป็นนักร้องชื่อดัง เสียงดี ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับในหนัง ซึ่งในเวลานั้นก็ถือได้ว่าคุณป้าโรสแมรีเป็นนักร้องหญิงในแนวป็อป - แจ๊สที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของวงการ และถือว่าเป็นศิลปินคนแรกๆ ที่ได้บันทึกเสียงร้องลงในเพลง &lt;/span&gt;&lt;a title="Sway (song)" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Sway_(song)"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Sway&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; เวอร์ชันของ ดีน มาร์ติน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8247893057970808677-7412858456807234842?l=originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/feeds/7412858456807234842/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/good-night-and-good-luck.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/7412858456807234842'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/7412858456807234842'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/good-night-and-good-luck.html' title='Good Night, and Good Luck. - หลับฝันดีกับดนตรีแจ๊ส (คืนแรก)'/><author><name>alujudoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10488290256059577706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh90MXQ3WfI/AAAAAAAAACM/6K_CQfrjtdI/s72-c/Good-Night-And-Good-Luck-OST_Dianne-Reeves,images_big,17,3123072.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8247893057970808677.post-6976721170172225619</id><published>2009-05-28T04:27:00.000-07:00</published><updated>2009-05-28T22:26:15.915-07:00</updated><title type='text'>Outkast - Idlewild</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh516ZniJKI/AAAAAAAAACE/PsqQaRPWzZM/s1600-h/Outkast-Idlewild-368473.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5340835854277551266" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh516ZniJKI/AAAAAAAAACE/PsqQaRPWzZM/s320/Outkast-Idlewild-368473.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;อัลบั้มนี้เป็นทั้งงานชุดใหม่ลำดับที่ 6 ของสองคู่หูฮิปฮอปดีกรีรางวัลแกรมมี่อย่าง อังตวน แพตตัน หรือ "บิ๊ก บอย" กับ อังเดร เบนจามิน หรือ "อังเดร 3000" ในนาม Outkast และอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ทั้งสองหนุ่มรับบทนำรวมกันเป็นครั้งแรก ที่ถึงแม้จะแตกต่างที่ลักษณะงานแต่ก็มาพร้อมตราฐานเดียวกันภายใต้ชื่อ Idlewild&lt;br /&gt;Idlewild เป็นหนังย้อนยุค เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงปี 1930 ที่เมือง Idlewild เรื่องของเพื่อนสนิทสองคน (แพตตัน และ เบนจามิน) ที่แม้จะมีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ทั้งคู่ต่างก็มีความฝันและความสุขอยู่กับเสียงดนตรี ซึ่งนอกจากสองคู่หูจะกอดคอขอเป็นพระเอกคู่กันเป็นครั้งแรกแล้ว อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่เป็นคนพลักดันไอเดียบรรเจิดของสองหนุ่มฮิปฮอปให้กลายมาเป็นภาพเคลื่อนไหวในโรงภาพยนตร์ก็คือ ไบรอัน บาร์เบอร์ ผู้กำกับคู่บุญ ที่มารับหน้าที่ทั้งกำกับและเขียนบทให้กับหนังเรื่อง หลังจากที่เคยร่วมงานกำกับมิวสิควิดีโอให้ในเพลงของ Outkast จากอัลบั้มก่อนหน้านี้อย่างเพลง &lt;/span&gt;&lt;a title="Roses (OutKast song)" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Roses_(OutKast_song)"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Roses&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; และ &lt;/span&gt;&lt;a title="Hey Ya!" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Hey_Ya!"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Hey Ya!&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; นอกจากนี้คุณบาร์เบอร์ยังเคยเนรมิตเพลงเป็นภาพให้กับศิลปินดังคนอื่นๆ ทั้ง คริสตินา อากีเลรา และ &lt;/span&gt;&lt;a title="Destiny's Child" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Destiny"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Destiny's Child&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;&lt;br /&gt;สำหรับคนที่ติดตามงานเพลงของ Outkast มาตลอดตั้งแต่เริ่มเข้าวงการใหม่ๆ จะรู้ว่างานเพลงของพวกเขามีพัฒนาการ ปรับเปลี่ยน และแปลกใหม่จากของเดิมอยู่ตลอด เริ่มตั้งแต่อัลบั้มแรก Southernplayalisticadillacmuzik ที่ฉีกภาพของดนตรีแนว "&lt;/span&gt;&lt;a title="Southern hip hop" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Southern_hip_hop"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Southern hip hop&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;" แบบเดิมๆ ที่มักจะมีภาพของความรุนแรง การแร๊พที่ค่อนข้างหนักหน่วง และภาพลักษณ์แบบแก๊งสเตอร์ (ดูตัวอย่างได้จากหนังที่เกี่ยวข้องกับดนตรี &lt;/span&gt;&lt;a title="Southern hip hop" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Southern_hip_hop"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Southern hip hop&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; เรื่อง &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.imdb.com/title/tt0410097/"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Hustle &amp;amp; Flow&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; (2005) ที่เราเคยแนะนำเพลงประกอบของหนังไปแล้ว) ซึ่ง Outkast เลือกที่จะเสนอดนตรีของพวกเขาให้แตกต่างออกไป ลดความหนัก ใส่ความสนุก เสริมเมโลดี้ของดนตรีแนวอื่นเข้าไป ทั้ง ป็อป ฟังก์ แจ๊ส ซึ่งนั้นทำให้งานเพลงของ Outkast โดดเด่นและเป็นที่ชื่นชอบของทั้งนักฟังเพลงและนักวิจารณ์ในเวลาอันรวดเร็ว&lt;br /&gt;หลังจากความสำเร็จที่ได้รับมาอย่างมากมายมหาศาลจากอัลบั้มก่อนหน้านี้อย่าง &lt;/span&gt;&lt;a title="Speakerboxxx/The Love Below" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Speakerboxxx/The_Love_Below"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Speakerboxxx / The Love Below&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; อัลบั้มคู่ที่ทั้งสองคนแยกกันดูแลคนละแผ่น ยืนยันด้วยยอดขายถล่มทลายกว่า 10 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลก แถมยังคว้า 3 รางวัลแกรมมี่อวอดส์ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือรางวัลใหญ่อย่าง Album of the Year มาเชิดหน้าชูตาในปี 2004 มีเพลงดังๆ อย่าง &lt;/span&gt;&lt;a title="The Way You Move" href="http://en.wikipedia.org/wiki/The_Way_You_Move"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;The Way You Move&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; กับ &lt;/span&gt;&lt;a title="Hey Ya!" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Hey_Ya!"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Hey Ya!&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; ซึ่งทะยานขึ้นอันดับหนึ่งบิลบอร์ดชาร์ทได้ทั้งสองเพลง ทำให้ชื่อของ Outkast คู่หูฮิปฮอปจากแอตแลนตา, จอร์เจียคู่นี้ เริ่มเป็นที่รู้จักของนักฟังเพลงทั่วไปเพิ่มมากขึ้น ไม่เจาะจงแค่เฉพาะแฟนเพลงฮิปฮอปเพียงอย่างเดียว&lt;br /&gt;แน่นอนว่าความสำเร็จของ &lt;/span&gt;&lt;a title="Speakerboxxx/The Love Below" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Speakerboxxx/The_Love_Below"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Speakerboxxx / The Love Below&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; ย่อมก่อให้เกิดความคาดหวังและความสงสัยว่า อัลบั้มถัดไปของพวกเขาจะออกมารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร และที่สำคัญคือมันจะดีเด่นได้ดั่งเช่น &lt;/span&gt;&lt;a title="Speakerboxxx/The Love Below" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Speakerboxxx/The_Love_Below"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Speakerboxxx / The Love Below&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; หรือเปล่า&lt;br /&gt;Idlewild คือคำตอบที่ทุกคนอยากจะรู้ แค่แรกเริ่มก็เผยความไม่ธรรมดาให้เห็นด้วยการขยายเรื่องราวไปต่อยอดกันในภาพยนตร์ ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจ ถ้าหากใครที่ได้ดูทั้งหนังและฟังเพลงทั้งอัลบั้มแล้วพบว่า เพลงส่วนใหญ่แทบไม่ได้ไปปรากฏตัวอยู่ในหนัง เพราะอย่างที่บอกว่าหนังเป็นเพียงแค่ส่วนเสริมความคิดและอารมณ์ที่ยังเหลือค้างมาจากตัวอัลบั้มเพลงเท่านั้น&lt;br /&gt;ดนตรีใน Idlewild คือดนตรีฮิปฮอปที่มีส่วนผสมของดนตรีอเมริกันหลายๆ แบบคละเค้ากันอยู่ ไล่ตั้งแต่ บลูส์ โซล อาร์แอนด์บี แจ๊ส และบิ๊กแบนด์ เริ่มด้วยซิงเกิลแรก Mighty 'O' เพลงแร๊พที่ติดสำเนียงเก่าๆ เน้นความคึกคักกระฉับกระเฉง ซึ่งดูไม่หวือหวาเหมือนกับซิงเกิลที่ผ่านๆ มาของ Outkast แต่เพลงนี้เป็นเพียงแค่เพลงที่ส่งมาแนะนำอัลบั้มใหม่กับแฟนเพลงเท่านั้น ซึ่งของจริงก็คือเพลงที่ตามออกมาหลังจากนี้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a title="Morris Brown (song)" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Morris_Brown_(song)"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Morris Brown&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; และ &lt;/span&gt;&lt;a title="Idlewild Blues" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Idlewild_Blues"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Idlewild Blue (Don't Chu Worry Bout Me)&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; คือสองเพลงที่ บิ๊ก บอย และ อังเดร แยกกันเป็นเจ้าของคนละเพลง แบบเดียวกับตอนที่ทำ &lt;/span&gt;&lt;a title="The Way You Move" href="http://en.wikipedia.org/wiki/The_Way_You_Move"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;The Way You Move&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; กับ &lt;/span&gt;&lt;a title="Hey Ya!" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Hey_Ya!"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Hey Ya!&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; ในอัลบั้มก่อน ซึ่ง &lt;/span&gt;&lt;a title="Morris Brown (song)" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Morris_Brown_(song)"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Morris Brown&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; ของ บิ๊ก บอย คือเพลงที่ทำออกมาเพื่อเอาใจแฟนเพลงที่ปลื้มงานแบบเดียวกับ &lt;/span&gt;&lt;a title="The Way You Move" href="http://en.wikipedia.org/wiki/The_Way_You_Move"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;The Way You Move&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; ด้วยเฉพาะ ทั้งจังหวะเพลง ลีลา ลูกเล่นต่างๆ ทำออกมาได้อย่างน่ารักสดใส ซึ่งทั้งหมดนี้นี่แหละที่เป็นเสน่ห์ของฮิปฮอปในแบบ Outkast ซึ่งคำว่า &lt;/span&gt;&lt;a title="Morris Brown (song)" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Morris_Brown_(song)"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Morris Brown&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; มาจากชื่อ &lt;/span&gt;&lt;a title="Morris Brown College" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Morris_Brown_College"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Morris Brown College&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; ที่ตั้งอยู่ในแอตแลนตา โดยในเพลงยังมีการให้วงดุริยางค์ของโรงเรียนมาร่วมบรรเลงด้วยอีกต่างหาก&lt;br /&gt;ส่วน &lt;/span&gt;&lt;a title="Idlewild Blues" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Idlewild_Blues"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;Idlewild Blue (Don't Chu Worry Bout Me)&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt; ของ อังเดร โดดเด่นตรงที่การนำเอกลักษณ์ของดนตรีบูลส์เข้ามาผสมได้อย่างลงตัว ทั้งเสียงริฟฟ์กีตาร์อะคูสติกในท่อนอินโทร เสียงฮาร์โมนิกาหรือหีบเพลงปาก ที่เป็นเครื่องดนตรีสำคัญอีกอย่างของนักดนตรี&lt;br /&gt;When I Look in Your Eyes เพลงที่ถูกใช้ในหนังช่วงเอนด์ เครดิต ดนตรีบิ๊ก แบนด์เพราะๆ ที่ อังเดร ทั้งร้องและเล่นเปียโนให้กับเพลงนี้ ย้ำให้เห็นถึงความสามารถด้านดนตรีที่หลากหลายของหนุ่มคนนี้&lt;br /&gt;ทั้งตัวหนังและอัลบั้ม Idlewild อาจจะไม่ประสบความสำเร็จและถูกพูดถึงมากมายอะไรนัก แต่ก็ใช่ว่ามันจะต้องถูกมองข้ามและปล่อยให้ลืมผ่านไปเฉยๆ ทั้ง อังตวน แพตตัน และ อังเดร เบนจามิน แห่ง Outkast ยังคงสร้างสรรค์สิ่งวิเศษให้กับแฟนๆ และในฐานะหนึ่งคนที่ปราบปลื้มงานของพวกเขา เชื่อมั่นแบบสุดๆ ว่า ทั้งคู่จะยังไม่หยุดพัฒนางานเพลง รวมถึงงานแสดงของตัวเองเพียงแค่นี้แน่นอน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:Trebuchet MS;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:Trebuchet MS;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8247893057970808677-6976721170172225619?l=originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/feeds/6976721170172225619/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/outkast-idlewild.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/6976721170172225619'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/6976721170172225619'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/outkast-idlewild.html' title='Outkast - Idlewild'/><author><name>alujudoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10488290256059577706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh516ZniJKI/AAAAAAAAACE/PsqQaRPWzZM/s72-c/Outkast-Idlewild-368473.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8247893057970808677.post-8513380093729330177</id><published>2009-05-28T03:50:00.000-07:00</published><updated>2009-05-28T22:15:17.433-07:00</updated><title type='text'>Music and Lyrics - เพราะเนื้อร้องกับทำนองเป็นของคู่กัน</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5t5ZKfVMI/AAAAAAAAABs/5G1C_-YFoXY/s1600-h/ostmusicandlyrics.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5340827040882840770" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5t5ZKfVMI/AAAAAAAAABs/5G1C_-YFoXY/s320/ostmusicandlyrics.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;อเล็กซ์ เฟลทเชอร์ (ฮิวห์ แกรนท์) ป๊อปสตาร์ผู้ซึ่งโด่งดังมากๆ ในยุค 80 สมัยที่เขาร่วมวงกับเพื่อนๆ โดยใช้ชื่อวงว่า PoP! (ฟังดูเป็นชื่อที่สิ้นคิดมากๆ สำหรับชื่อวงดนตรี) ในขณะที่เพื่อนนักร้องร่วมวงอีกคนได้ดีมีชื่อเสียง ตัวเฟลทเชอร์กลับต้องเฝ้าไขว่คว้าหาโอกาสที่จะกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้งในวงการเพลงยุคปัจจุบัน ในค่ำคืนที่มืดมิด ลองมองไปบนท้องฟ้าใช่ว่าจะไร้ซึ่งแสงจากดวงดาว เมื่อเขาได้พบกลับโอกาสครั้งสำคัญในการได้กลับมามีชื่อเสียงในวงการเพลงอีกครั้ง นั้นคือการได้ร่วมร้องเพลงคู่กับราชินีเพลงป็อปของพ.ศ.นี้ คอร่า คอร์แมน (เฮลีย์ เบนเน็ทท์) ที่ได้รับการยกย่องว่าเธอยอดเยี่ยมซะยิ่งกว่า บริทนีย์ สเปียร์ รวมกับ คริสตินา อากีเรลา ซะอีก ซึ่งเงื่อนไขเดียวที่จะทำให้เฟลทเชอร์ได้รับโอกาสครั้งนี้ก็คือ เขาต้องแต่เพลงใหม่ขึ้นมาหนึ่งเพลง ซึ่งมันต้องเป็นเพลงที่ยอดเยี่ยมมากๆ โดยเฉพาะในความรู้สึกของคอร์แมน และคนที่เข้ามาร่วมแต่งเพลงให้กับเฟลทเชอร์แบบไม่คาดคิดก็คือ คนดูแลต้นไม้ โซฟี ฟิชเชอร์ (ดรู แบรีมอร์) ที่เป็นคนสร้างส&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5ufeFH0vI/AAAAAAAAAB0/-mZ4Ss91AuE/s1600-h/303333_6009468.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5340827695037534962" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 213px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5ufeFH0vI/AAAAAAAAAB0/-mZ4Ss91AuE/s320/303333_6009468.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;รรค์เนื้อร้องสุดอัศจรรย์ให้กับทำนองของเฟลทเชอร์&lt;br /&gt;นี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่นำไปสู่เพลง Way Back into Love เพลงที่เชื่อว่าน่าจะมีหลายคนที่ชอบ เพลงบัลลาดเพราะๆ ที่ได้ความน่ารักของสองนักแสดงเป็นตัวช่วยสำคัญ ซึ่งถือเป็นการประกบคู่ที่น่าสนใจมากๆ เพราะทั้ง ฮิวห์ แกรนท์ และ ดรู แบรีมอร์ ต่างก็เป็นหัวแถวของหนังแนวโรแมนติกคอมิดี้ด้วยกันทั้งคู่ การมาแสดงร่วมกันของทั้งคู่ย่อมทำให้หนังเรื่องนี้ดีกรีความน่าดูพุ่งขึ้นถึงขีดสุด&lt;br /&gt;สำหรับอัลบั้มเพลงประกอบของ Music and Lyrics ก็ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน เพราะทุกเพลงในอัลบั้มนี้ก็คือเพลงที่เราได้ยินจากในหนังนั้นแหละ เพลงเด่นเพลงดังของอัลบั้มก็หนีไม่พ้นเพลง Way Back into Love เพลงที่เป็นเหมือนหัวใจของหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากหนังจะโชว์ให้เราเห็นขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นคิดไอเดีย เขียนเนื้อเพลงออกมา เอาคำร้องไปใส่ทำนอง ทำดนตรี จนไปถึงขั้นบันทึกเสียง เพลงนี้ยังเป็นเหมือนตัวแทนความรักและความรู้สึกที่มีให้แกกันของพระเอก - นางเอก อเล็กซ์ เฟลทเชอร์กับโซฟี ฟิชเชอร์ คนหนึ่งแต่งเนื้อร้อง ส่วนอีกคนหนึ่งทำดนตรี เมื่อทั้งสองสิ่งนี้มาผสมร่วมกันก็เกิดเป็นหนึ่งบทเพลง ส่วนเพลงนั้นจะเป็นเพลงที่ดีหรือเปล่า ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า เนื้อเพลงนั้นจะเป็นเนื้อเพลงที่มีภาษางดงามและเปี่ยมด้วยความหมายกินใจ ขณะที่ตัวดนตรีและทำนองก็ต้องไพเราะน่าฟัง ท่วงทำนองพริ้วไหวสวยงาม ถ้าหากในเพลงมีคุณสมบัติเหล่านี้ บทเพลงนั้นย่อมมีสิทธิได้รับคำนิยามว่า "เพลงที่ดี" แน่นอน&lt;br /&gt;สำหรับเนื้อเพลงของเพลง Way Back into Love ที่นอกจากจะถึงเรื่องของความรักแล้ว ตัวเพลงยังแอบเผื่อใจไปถึงเรื่องราวชีวิตของทั้งตัวอเล็กซ์ เฟลทเชอร์และโซฟี ฟิชเชอร์ด้วย เพราะคนดูจะได้รับรู้ว่าชีวิตของทั้งคู่เหมือนกับยังคงยึดติดอยู่กับอดีต ทั้งๆ ที่ความจริงการจมอยู่กับเรื่องราวในวันเก่าๆ ของทั้งคู่ไม่ได้ช่วยทำอะไรให้ดีขึ้นเลย ทั้งตัวเฟลทเชอร์ที่ยังคงติดอยู่กับความสำเร็จเก่าๆ เมื่อตอนที่ดังสุดๆ ในยุค 80 ซึ่งแม้มันจะทำให้เขายังคงมีงานและยังมีแฟนรุ่นเดิมมาคอยตามกรี๊ดเวลาดูเขาเล่นคอนเสิร์ต แต่ว่ามันก็แค่นั้น มันเหมือนว่าเขาไม่เคยได้เดินไปข้างหน้า มันคล้ายกับว่าเขายังคงหลบอยู่ในเงาของตัวเอง ขณะที่ฟิชเชอร์ก็ตกอยู่ในความทุกข์จากความรัก ทำให้เธอดูเหมือนคนขาดความมั่นใจ เนื่องจากเธอถูกคนที่เธอรักมากที่สุดหักหลัง แถมยังพูดจาหักล้างน้ำใจเธออีกต่างหาก การที่ทั้งคู่ร่วมกันแต่งเพลง Way Back into Love จึงเป็นเสมือนการที่ทั้งคู่ช่วยกันเปิดหัวใจและมุมมองความรู้สึกของกันและกัน กล้าที่จะเผชิญและยอมรับกับความเป็นจริง ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวจักรสำคัญ ในการผลักดัน เปลี่ยนแปลงทัศนคติและมุมมองใหม่ให้กับชีวิตของทั้งคู่ก็คือ "เสียงเพลง"&lt;br /&gt;ซึ่งสิ่งสำคัญที่อยู่ในบทเพลงอีกทีก็คือ "ความรัก" เพราะถ้าทั้งสองคนไม่ใส่ความรักลงในบทเพลง ต่อให้เก่งกาจหรือมีความรู้ความเข้าใจในวิธีการแต่งเพลงมากสักแค่ไหน แต่ถ้าขาดความรักไปละก็ ยังไง Way Back into Love ก็คงจะไม่มีทางออกมาไพเราะน่าฟังได้แน่ๆ เผลอๆ ตัวเพลงอาจจะไม่สามารถแต่งออกมาจนเสร็จสมบูรณ์ก็ได้ &lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5uv3Sc65I/AAAAAAAAAB8/fYFuBVy3iCw/s1600-h/photo_01_hires.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5340827976682236818" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 213px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5uv3Sc65I/AAAAAAAAAB8/fYFuBVy3iCw/s320/photo_01_hires.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ในอัลบั้มก็จะมี Way Back into Love ให้ฟังทั้งสองแบบ คือแบบที่ ฮิวห์ แกรนท์ร้องคู่กับดรู แบรีมอร์ กับอีกเวอร์ชั่นที่เป็นฮิวห์ แกรนท์ร้องคู่กับเฮลีย์ เบนเน็ทท์ในบทคอร่า คอร์แมนที่ร้องบนเวทีคอนเสิร์ตช่วงท้ายๆ ของหนัง ซึ่งทั้งสองแบบก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมาก ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีมากๆ ที่ไม่เลือกใส่เวอร์ชั่นแดนซ์แบบที่น้องคอร่า คอร์แมนแกแต่งขึ้นมาใหม่ตอนแรก เพราะแค่ฟังในหนังก็สยองเหลือเกินแล้ว&lt;br /&gt;อีกเพลงที่ใครที่ได้ดูหนังแล้วต้องจำติดตาติดใจแน่ก็คือ Pop! Goes My Heart ที่เป็นเพลงไตเติลเปิดเรื่อง ซึ่งในหนังบอกว่าเป็นเพลงดังยอดฮิตของวง PoP! สรรพคุณความดีความชอบเพียบ แค่ฟังดนตรีก็ได้ยินความเป็น 80 ออกมาชัดเจน โดยเฉพาะพวกเสียงดนตรีสังเคาะห์ที่เพิ่งจะเริ่มฮิตกันใหม่ๆ เมื่อสมัยนั้น ยิ่งถ้าเห็นภาพมิวสิควิดีโอในหนังก็จะยิ่งได้อารมณ์มากๆ ทั้งท่าเต้น การแต่งตัว ทรงผม ดูทีไรก็อดขำไม่ได้ ต้องบอกว่าเสน่ห์ของฮิวห์ แกรนท์มีประโยชน์มากๆ สำหรับเพลงนี้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;embed src="'http://www.ijigg.com/jiggplayer.swf?Autoplay=" width="'315'" height="'80'" type="text/html; charset=UTF-8" wmode="'transparent'" scale="'noscale'" songid="V27AAAPD'"&gt;&lt;/embed&gt; &lt;div&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;embed src="'http://www.ijigg.com/jiggplayer.swf?Autoplay=" width="'315'" height="'80'" wmode="'transparent'" scale="'noscale'" songid="V27AAAPD'"&gt;&lt;/embed&gt; &lt;div&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;a href="http://www.blogger.com/"&gt;&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;a href="http://www.blogger.com/"&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;Original Soundtrack: "Music and Lyrics - Way Back into Love"&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;embed src="http://www.youtube-nocookie.com/v/qOSjJQLhBHA&amp;amp;hl=" width="445" height="364" type="application/x-shockwave-flash" fs="1&amp;amp;border=" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;&lt;em&gt;Original Soundtrack: "Music and Lyrics - Pop! Goes My Heart"&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;embed src="http://www.youtube-nocookie.com/v/kqGBGDgVJeA&amp;amp;hl=" width="445" height="364" type="application/x-shockwave-flash" fs="1&amp;amp;border=" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8247893057970808677-8513380093729330177?l=originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/feeds/8513380093729330177/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/80-pop.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/8513380093729330177'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/8513380093729330177'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/80-pop.html' title='Music and Lyrics - เพราะเนื้อร้องกับทำนองเป็นของคู่กัน'/><author><name>alujudoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10488290256059577706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5t5ZKfVMI/AAAAAAAAABs/5G1C_-YFoXY/s72-c/ostmusicandlyrics.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8247893057970808677.post-814320865809816835</id><published>2009-05-28T02:17:00.000-07:00</published><updated>2009-05-28T03:33:43.247-07:00</updated><title type='text'>Sweeney Todd The Demon Barber Of Fleet Street - เพลงแค้นแสนรัก (ภาคจบ)</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5h1ma2OFI/AAAAAAAAABc/O0XqOQVkSpU/s1600-h/Johnny_Depp_in_2007_Sweeney_Todd__The_Demon_Barber_of_Fleet_Street_Wallpaper_4_800.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5340813781582100562" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5h1ma2OFI/AAAAAAAAABc/O0XqOQVkSpU/s320/Johnny_Depp_in_2007_Sweeney_Todd__The_Demon_Barber_of_Fleet_Street_Wallpaper_4_800.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff6600;"&gt;...มาเลือดสาดปาดคอ ฟังเพลงไปเสียวคอหอยไปกันต่อได้เลย&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;หนังเปิดตัวด้วยงานสกอร์ที่ชื่อว่า Opening Title ที่มาปลุกสัมผัสและสร้างบรรยากาศให้คนดู ด้วยท่วงทำนองที่ฟังลึกลับ น่าสงสัย ผสมเข้ากับความตื่นเต้นและน่ากลัว เด่นชัดทั้งบรรยากาศของหนังฆาตกรรม และอารมณ์พิศวงแบบเรื่องเล่าในตำนานหรือเทพนิยาย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภาพความรู้สึกที่เห็นเด่นชันในหนังเรื่องนี้&lt;br /&gt;No Place Like London ที่ จอห์นนี เด็ปป์ ในบทของ สวีนีย์ ทอดด์ ร้องบรรยายความรู้เครียดแค้นของตัวผู้คนและสถานที่ที่เคยสร้างบาดแผลแห่งชีวิตที่ไม่อาจหลบเลือนให้กับเขา ซึ่งนอกจากคนดูจะได้สัมผัสความเครียดแค้นในเพลงนี้แล้ว เรายังได้รับรู้ทั้งความรักและความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตเขา ความรักมากมายที่มีต่อภรรยา ส่วนความแค้นก็ทับถมในจิตใจมากมายพอกัน ถือว่าเป็นเพลงที่เล่าเรื่องราวของหนังได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ เหมาะสมกับการเป็นเพลงแรกในการเปิดเรื่องราว&lt;br /&gt;The Worst Pies in London เพลงเปิดตัว มิสซิสเลิฟเวตต์ (เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์) ที่บรรยายถึงร้ายขายขนมพายพิลึกๆ ของเธอ ถือเป็นเพลงที่สร้างอารมณ์ขันให้กับหนังเรื่องนี้ Poor Thing เป็นเพลงที่มิสซิสเลิฟเวตต์ตั้งใจสื่อสารเรื่องราวในระหว่างที่สวีนีย์ ทอดด์ไม่อยู่ให้กับเขาฟัง ซึ่งพอฟังเสร็จก็ยิ่งเหมือนปลุกไฟความแค้นให้กับสวีนีย์ เมื่อความได้เจอเข้ากับเครื่องมือหากินในอดีตอย่างมีดโกน จนกลายเป็นเพลงต่อมาคือ My Friends ซึ่&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5maHys0QI/AAAAAAAAABk/fw2EbV2vprQ/s1600-h/sweeney_todd300_080118123325288_wideweb__300x333.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5340818807062319362" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 235px; CURSOR: hand; HEIGHT: 285px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5maHys0QI/AAAAAAAAABk/fw2EbV2vprQ/s320/sweeney_todd300_080118123325288_wideweb__300x333.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;งในเพลง จอห์นนี เด็ปป์ ต้องร้องออกมาทั้งในแบบอารมณ์นุ่มนวลอ่อนโยนเมื่อได้เจอสิ่งที่เขารัก และก็ต้องเกรียวกราดเมื่อเข้าตั้งใจจะใช้มีดโกนเพื่อนรักเป็นตัวดับไปแค้น&lt;br /&gt;Green Finch &amp;amp; Linnett Bird เพลงนี้จะได้อารมณ์นิทานเทพนิยายชัดเจน อารมณ์ประมาณนางเอกร้องเพลงคุยกับนก แต่ก็สื่อความหมายชัดเจนถึงการถูกกักขังจำกัดอิสรภาพ คล้ายกับนกแสนสวยเสียงดีที่ไม่มีสิทธิ์โบยบินไปไหน เพราะถูกกักขังไว้แต่ในกรง ซึ่งนกในที่นี้ก็คือ โจฮันนา (เจยน์ ไวซ์เนอร์) ลูกสาวของสวีนีย์ ทอดด์ ที่ถูกผู้พิพากษาเทอร์ปิน (อลัน ริคแมน) จับตัวมา ต่อจากนั้นเราก็จะได้ยินเพลงที่เพราะมากๆ เพลงหนึ่งในหนังอย่าง Johanna เสียงร้องของ เจมี แคมป์แบล โบเวอร์ ในบทของแอนโธนี โฮป เด็กหนุ่มที่เดทางมาพร้อมกับสวีนีย์ ทอดด์&lt;br /&gt;Pirelli s Miracle Elixir และ The Contest 2 เพลงในฉากดวลโกนนวด ซึ่งสนุกสนานและเป็นสีสันให้กับหนัง โดยเฉพาะกับการแสดงของ ซาชา โบรอน โคเฮน ที่มาเป็นคู่แข่งเรื่องการทำผมกับสวีนีย์กับสำเนียงการร้องแบบคนละติน และเป็นเหยื่อคนแรกของสวีนีย์&lt;br /&gt;Pretty Women เป็นอีกเพลงที่ใช้ในฉากสำคัญของหนัง เมื่อสวีนีย์ได้พบกับคนที่สร้างความแค้นให้กับผู้พิพากษาเทอร์ปิน ซึ่งฉากนี้คนดูลุ้นกันตัวเก็งตามอารมณ์ของจังหวะดนตรีที่เร่งเร้าเหลือเกิน ซึ่งพอต่อด้วยเพลง Epiphany ก็โชว์ให้เห็นชัดเจนถึงอารมณ์ที่เกรียวกราดจากความผิดหวัง หลังจากปล่อยเหยื่อและโอกาสในการยุติความแค้นให้หลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา&lt;br /&gt;A Little Priest เพลงอารมณ์น่ารักๆ แต่ว่าเนื้อโหดเหลือเกิน กับการเลือกเหยื่อที่จะมาถูกเฉือนคอหอย ก่อนจะกลายเป็นไส้ขนมพาย By the Sea เป็นอีกเพลงที่มาแบบน่ารักๆ และเป็นอารมณ์ขันอันเป็นเอกลักษณ์ในหนังของ ทิม เบอร์ตัน ส่วน Not While I' m Around เพลงความหมายอบอุ่นที่ยังมีให้ได้ฟังในหนังเรื่องนี้&lt;br /&gt;ปิดท้ายด้วย Final Scene เพลงที่เป็นบทสรุปสุดท้ายของหนัง ที่ต้องดูและฟังด้วยตัวเองเท่านั้น กับจุดจบของความแค้นที่กลายเป็นโศกนาฏกรรม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;Original Soundtrack: "Sweeney Todd - My Friends"&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;embed src="http://www.youtube-nocookie.com/v/Sh-qbXqGm5M&amp;amp;hl=" width="445" height="364" type="application/x-shockwave-flash" fs="1&amp;amp;border=" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;Original Soundtrack: "Sweeney Todd - Alms ! Alms ! และ Johanna"&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;embed src="http://www.youtube-nocookie.com/v/VKQX8Yt9580&amp;amp;hl=" width="445" height="364" type="application/x-shockwave-flash" fs="1&amp;amp;border=" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8247893057970808677-814320865809816835?l=originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/feeds/814320865809816835/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/814320865809816835'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/814320865809816835'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/blog-post.html' title='Sweeney Todd The Demon Barber Of Fleet Street - เพลงแค้นแสนรัก (ภาคจบ)'/><author><name>alujudoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10488290256059577706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5h1ma2OFI/AAAAAAAAABc/O0XqOQVkSpU/s72-c/Johnny_Depp_in_2007_Sweeney_Todd__The_Demon_Barber_of_Fleet_Street_Wallpaper_4_800.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8247893057970808677.post-4163484144939025226</id><published>2009-05-28T01:23:00.000-07:00</published><updated>2009-05-28T02:02:11.769-07:00</updated><title type='text'>Sweeney Todd The Demon Barber Of Fleet Street - เพลงแค้นแสนรัก (ภาคแรก)</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5R6x092AI/AAAAAAAAABM/ByPuabCMPIw/s1600-h/Sweeney+Todd.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5340796278357743618" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5R6x092AI/AAAAAAAAABM/ByPuabCMPIw/s320/Sweeney+Todd.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;มีหลายคนอ้างว่าเรื่องราวสุดโหดและแสนเศร้าเรื่องนี้ มีที่มาจากเรื่องจริง ขณะที่อีกหลายๆ คนก็บอกมันเป็นเพียงแค่นิทานสำหรับสร้างความสนุกเท่านั้น&lt;br /&gt;แต่ไม่ว่าที่มาที่ไปของเรื่องนี้จะเป็นยังไง ความสนุก ความสยอง ความเศร้า และความประทับใจ ที่มีอยู่ในเรื่องราวของช่างตัดผมผู้เต็มไปด้วยความแค้นใน Sweeney Todd The Demon Barber Of Fleet Street ก็เกิดเป็นแรงบันดาลใจให้กับ สตีเฟน ซันด์ไฮม์ ศิลปินนักแต่งเพลง คนทำดนตรีชื่อดังชาวอเมริกา ผู้ที่สร้างสรรค์เสียงดนตรีให้กับละครบอร์ดเวย์เรื่องดังๆ เอาไว้มากมายหลายเรื่อง เกิดสะดุดใจและหลงใหลในเรื่องราวสุดหฤหรรษ์ของช่างตัดผมจอมเฉือนคนนี้ เขาบอกว่าเรื่องใน Sweeney Todd มีความสนุกอยู่ตรงที่ความเป็นเรื่องราวของโศกนาฏกรรมแห่งความแค้นที่แสนจะคลาสสิก ตัวละครในเรื่องมีทั้งความแค้นและความทุกข์ในเวลาเดียวกัน เราได้เห็นเหตุการณ์ฆาตกรรมที่แม้จะดูโหดร้าย เลือดเย็น แต่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกสงสารและเวทนาต่อตัวละคร สวีนีย์ ทอดด์ มากกว่าที่จะรังเกียจหรือหวาดกลัว เพราะคนดูต่างรู้ว่าสิ่งที่เขาทำมีต้นสาเหตุมาจาก ความแค้น จากการถูกกลั่นแกล้ง และความทุกข์ทรมานในจิตใจ ที่ไร้สิ่งใดจะมาเยียวยารักษาให้หายขาดได้ ซึ่งทำให้เรื่องราวทั้งหมดที่ปรากฏใน Sweeney Todd The Demon Barber Of Fleet Street อัดแน่นไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก&lt;br /&gt;สตีเฟน ซันด์ไฮม์ มองเห็นความสนุกสนานที่มีเสน่ห์พิเศษในหนังเรื่องนี้ และเห็นชัดเจนว่าอารมณ์ ความรู้สึกที่เข้มข้น ดูแล้วน่าจะกระตุ้นสนุกจากคนดูได้ไม่ยาก และมันจะยิ่งสื่อออกไปสู่คนดูได้ดีมากยิ่งขึ้น ถ้าหากเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ถูกถ่ายทอดออกมาพร้อมกับเสียงดนตรี ซึ่งหลังจากที่ Sweeney Todd The Demon Barber Of Fleet Street เวอร์ชั่นละครบอร์ดเวย์ที่มี สตีเฟน ซันด์ไฮม์ เป็นคนดูแลเรื่องดนตรีประกอบ ทั้งในส่วนของเนื้อร้อง และดนตรี ได้ฤกษ์ออกแสดงครั้งแรกในปี 1979 ละครเวทีเรื่องนี้ยังคงจัดแสดงต่อเนื่องมายาวนานจนถึงปัจจุบัน &lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5SJyle_-I/AAAAAAAAABU/70dDBeKSKpY/s1600-h/poster_sweeney-baker2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5340796536259280866" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5SJyle_-I/AAAAAAAAABU/70dDBeKSKpY/s320/poster_sweeney-baker2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;จนเมื่อเรื่อง Sweeney Todd มาอยู่ในมือและความสนใจของผู้กำกับมาดเซอร์อย่าง ทิม เบอร์ตัน ก็เหมือนกับเป็นการพบกันของๆ สองสิ่งที่มีเคมีถูกต้องตรงกัน ทิม เบอร์ตัน จัดการบรรเลง Sweeney Todd ให้เป็นเรื่องโศกนาฏกรรม ที่ทั้งโหดร้าย ดำมืด หดหู่ และก็ยังตั้งใจทำร้ายจิตใจคนดูอยู่ตลอดเวลา ด้วยภาพการปาดคอหอย ที่ปรากฏขึ้นในหนังแบบที่เรียกได้ว่ามาแบบถี่ไม่มียั้งกันเลย แต่ถึงแม้หนังโหดร้ายรุนแรง (ต่อความรู้สึกของคนดู) แค่ไหน ตัวหนังก็ยังของแฝงอารมณ์ขันพิลึกๆ ตามสไตล์ของ ทิม เบอร์ตัน บวกกับการแสดงอันเป็นศูนย์กลางของหนังของ จอห์นนี เด็ปป์ ดาราหนุ่มคู่บุญของผู้กำกับ ทิม เบอร์ตัน ที่ตัวผู้กำกับเน้นย้ำหนักแน่นและชัดเจน ว่าต้องเป็น เด็ปป์ เท่านั้นในบท สวีนีย์ ทอดด์ ซึ่งแน่นอนว่าพระเอกขวัญใจคนนี้ก็ไม่เคยทำให้เราผิดหวัง การแสดงของเขายังคงเต็มเปี่ยมด้วยพลังและเสน่ห์ ดึงความสนใจของคนดูให้จับจ้องอยู่กับการแสดงของเขาได้เสมอ&lt;br /&gt;อย่างที่เห็นความ เนื้อหาของหนังค่อนข้างซีเรียสจริงจัง โหดร้ายและหดหู่ แถมภาพและบรรยากาศในหนังก็ทั้งดำทั้งมืด สิ่งที่จะทำให้คนดูยังคงสามารสัมผัสและรับรู้ถึงอารมณ์ ความทุกข์ ความเศร้า ความรัก ความแค้น ที่ถือว่าเป็นแก่นหลักของหนังเรื่องนี้ ไปพร้อมกับภาพทึมๆ ทะมึนๆ และฉากเสียวไส้เลือดสาดในหนังเรื่องนี้ ก็คงหนีไม่พ้นอีกหนึ่งส่วนสำคัญของเรื่องอย่าง เสียงดนตรี&lt;br /&gt;ลองคิดๆ ดูแล้ว คิดว่าครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้ดูหนังเพลงที่เป็นแนวสยองเลือดสาดขนาดนี้ ซึ่งที่ผ่านๆ มาหนังเพลงส่วนใหญ่ มักจะมีเนื้อหาที่สนุกสนาน ครื้นเครง มีทั้งร้องทั้งเต้น โชว์สเต็ปโชว์ลีลา เรียกว่าฟังก็รื่นรมย์ชมก็รื่นเริง แต่กลับเรื่องนี้เรียกว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว ก็ด้วยเงื่อนไขของเนื้อหาที่ก็แตกต่างกันชัดเจน เนื้อหาของเพลงส่วนใหญ่ก็มีแต่เรื่องของความทุกข์มากกว่าความสุข แต่ไม่ใช่จะบอกว่าฟังเพลงในหนังเรื่องนี้แล้วจะไม่สนุก เพราะเรื่องราวเศร้าๆ ที่อยู่ในเนื้อเพลงของหนังเรื่องนี้นี่แหละ ที่ทำให้คนดูต้องคอยติดตามและตั้งใจฟัง เพื่อจะได้เข้าถึงและได้เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของโศกนาฏกรรมที่ลึกซึ้งเข้าถึงจิตใจในหนังเรื่องนี้&lt;br /&gt;ทุกบทเพลงในหนังเรื่องนี้ ยังคงเป็นบทเพลงเดียวกันกับที่ สตีเฟน ซันด์ไฮม์ แต่งขึ้นเพื่อใช้ประกอบในละครเวที โดยที่ผู้กำกับ ทิม เบอร์ตัน ชื่นชอบและชื่นชมว่าเพลงที่ สตีเฟน ซันด์ไฮม์ แต่งให้กับเรื่องราวในหนังเรื่องนี้นั้น มีความยอดเยี่ยมและสมบูรณ์ครบถ้วนอยู่แล้ว เพียงแต่แค่นำมาปรับแต่งเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะสมเข้ากับการใช้บนจอภาพยนตร์ ซึ่งก็เป็นตัว สตีเฟน ซันด์ไฮม์ เองนั่นแหละที่มาดูแลผลงานเพลงทั้งหมดของเขาในภาพยนตร์เรื่องนี้...&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:Trebuchet MS;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:Trebuchet MS;color:#ff6600;"&gt;พอดีเขียนไว้ยาว เลยขอตัดตอนไปต่อตอนหน้า ฝากเพลง No Place Like London เสียงพี่เด็ปป์ให้ฟังกันก่อน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;Original Soundtrack: "Sweeney Todd Song - No Place Like London"&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;embed src="http://www.youtube-nocookie.com/v/KVuoUBczMoI&amp;amp;hl=" width="445" height="364" type="application/x-shockwave-flash" fs="1&amp;amp;border=" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;ส่วนเพลงนี้เป็นเสียงของ เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ หรือ มิสซิสเลิฟเวตต์&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;Original Soundtrack: "Sweeney Todd Song - Worst Pies in London"&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;embed src="http://www.youtube-nocookie.com/v/E305bcG5JNU&amp;amp;hl=" width="445" height="364" type="application/x-shockwave-flash" fs="1&amp;amp;border=" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8247893057970808677-4163484144939025226?l=originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/feeds/4163484144939025226/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/sweeney-todd-demon-barber-of-fleet.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/4163484144939025226'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/4163484144939025226'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/sweeney-todd-demon-barber-of-fleet.html' title='Sweeney Todd The Demon Barber Of Fleet Street - เพลงแค้นแสนรัก (ภาคแรก)'/><author><name>alujudoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10488290256059577706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5R6x092AI/AAAAAAAAABM/ByPuabCMPIw/s72-c/Sweeney+Todd.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8247893057970808677.post-6477599982400781834</id><published>2009-05-28T00:33:00.000-07:00</published><updated>2009-05-28T01:14:34.343-07:00</updated><title type='text'>Rent - "525,600 นาที" ของชีวิตที่มีความหมาย</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5BsTn5ChI/AAAAAAAAAA8/o28nvJphLmg/s1600-h/0020107275.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5340778437545626130" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 300px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5BsTn5ChI/AAAAAAAAAA8/o28nvJphLmg/s320/0020107275.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;หนังดัดแปลงจากละครเวทีที่เล่าเรื่องราวของกลุ่มหนุ่มสาวที่ต่างต่อสู้ไปกับความฝัน ความรัก เอดส์ และยาเสพ โดยส่งผ่านเรื่องราวทั้งหมดด้วยเสียงดนตรี&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;เพลงเอกของเรื่องคือ Seasons Of Love ที่ให้นักแสดงทั้งแปดคนยืนเรียงบนเวทีแล้วร้องเพียงนี้ร่วมกัน เป็นเหมือนการเกริ่นนำ ก่อนจะพาคนดูไปสู่เรื่องราวในหนัง เพลง Seasons Of Love ใครที่ฟังคงจะสะดุดหูกับจำนวนตำเลข "525,600 นาที" ที่อยู่ในเนื้อเพลง ความหมายของมันก็คือจำนวนเวลาคิดแล้วเท่ากับ "1 ปี" ซึ่งมันก็จะสอดคล้องกับเนื้อเพลงในประโยคต่อมาที่ว่า "How do you measure a year?" - คุณจะทำยังไงกับชีวิตใน 1 ปี? ซึ่งมันจะขยายต่อไปถึงชื่อเพลง Seasons Of Love ใน 1 ปี เราจะต้องพบเจอกับหลากหลายช่วงเวลา หลากหลายฤดูกาล และความรักก็น่าจะมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราผ่านช่วงชีวิตใน 1 ปี ไปได้อย่างมีคุณค่าและมีความหมาย&lt;br /&gt;แนวเพลงหลักๆ ในเรื่องนี้คือดนตรีร็อค ที่มีทั้งฮาร์ดร็อคแบบช่วงปลาย 80 และป็อปร็อคสนุกๆ โดยเฉพาะในแทรคที่เป็นเสียงร้องของอดัม พาสคาลที่รับบทโรเจอร์ เดวิส ที่พอฟังเสียงร้องและดูภาพลักษณ์การแต่งตัวแล้วอดคิดถึง จอน บอง โจวีไม่ได้ ไม่เชื่อลองฟังเพลง One Song Glory เพลงจังหวะหนักแน่นที่สื่อถึงเรื่องราวในอดีตของโรเจอร์ หรือเพลงจังหวะมันๆ อย่าง Rent และ What You own ที่เขาร้องร่วมกับแอนโทนี แรพพ์ ส่วนถ้าอยากจะฟังเพลงช้าๆ เพราะๆ ก็มี I Should Tell You เพลงคู่หวานๆ ที่อดัมร้องคู่กับโรซาริโอ ที่บอกเล่าความรู้สึกของคนทั้งคู่และความลับเรื่องเชื้อเอชไอวี นอกจากนี้ยังมี Your Eyes เพลงบัลลาดร็อคเศร้าๆ ซึ่งเล่าเรื่องราวต่อเนื่องกัน&lt;br /&gt;เพลงที่อยากแนะนำให้ฟังจริงๆ คือพวกเพลงป็อปที่ออกน่ารักๆ อย่าง Light My Candle ในฉากที่มิมี (โรซาริโอ) ทำความรู้จักกับโรเจอร์ (อดัม) ด้วยการทำฟอร์มไปขอไม้ขีดไฟมาจุดเทียน ส่วนเพลง Out Tonight ก็เป็นเพลงจังหวะโจ๊ะๆ ที่โรซาริโอได้โชว์เดียว ฟังที่ไรก็รู้สึกคึกคักกระฉับกระเฉง จนอยากจะ Out Tonight ตามชื่อเพลง &lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5340778575647856562" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 214px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5B0WGB17I/AAAAAAAAABE/z1CCS6Z_Kus/s320/6a00d8341c2c8b53ef00e54f571cde8833-800wi.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;Another Day อีกหนึ่งเพลงที่สื่อความหมายได้น่าสนใจ เกี่ยวกับการตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ถ้าอยากทำก็ให้รีบทำ โดยเฉพาะกับประโยคเด่น "no day but today" - ไม่มีวันไหนดีกว่าวันนี้ ขณะที่เพลง Will I ที่เด่นในเรื่องการร้องประสานเสียง ก็ฟังดูมีพลัง เข้ากันกับเนื้อหาที่ตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราจะเผชิญกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตอย่างไร&lt;br /&gt;Life Support แทรคสั้นๆ ที่สะเทือนความรู้สึกอย่างมากเมื่อตอนที่ได้ยินในหนัง ซึ่งอยู่ในฉากที่ตัวละครตัวหนึ่งร้องขึ้นมาในระหว่างเข้าร่วมกลุ่มบำบัดจิตใจของผู้ติดเชื้อเอชไอวี เป็นความรู้หดหู่แต่ก็ดูมีพลังและความหวัง ส่วน I' ll Cover You เพลงรักสดใสเนื้อหาหวานหยอดที่ ทอม (เจสซี แอล มาร์ติน) ร้องคู่กับ แองเจิล (วิลสัน เจอร์เมน เฮเรเดีย) แม้จะรักแบบเพศเดียวกัน แต่เราก็สัมผัสได้ว่ามันเป็นความรักที่ดูสวยงามและมีความสุข ซึ่งเมื่อถึงในฉากที่คนคู่นี้ถูกพลัดพรากด้วยความตายจากโรคร้าย เพลง I' ll Cover You ก็ถูกนำกลับมาตอกย้ำความรู้สึกของคนดูอย่างเราอีกครั้ง แต่เป็นในเวอร์ชั่นที่สุดเศร้าและปวดร้าวมากๆ ในแทรคที่ชื่อ I'll Cover You (Reprise) ซึ่งมีแค่เสียงของทอมที่ร้องคลอไปกับเสียงเปียโน ก่อนจะเสียงประสานจากเพื่อนมาช่วยตอนท้ายของเพลง เนื้อเพลงเดียวกัน แต่ความรู้สึกนั้นแตกต่างกันไปคนละแบบ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;color:#ff0000;"&gt;หวังว่าเพลงในหนังเรื่องนี้จะทำให้ "525,600 นาที" ในชีวิตคุณผ่านไปอย่างมีความสุข&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:Trebuchet MS;color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:Trebuchet MS;color:#33ccff;"&gt;&lt;em&gt;Original Soundtrak - "Rent - Season of Love"&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;object width="445" height="364"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube-nocookie.com/v/x8iTeDl_Wug&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;border=1"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube-nocookie.com/v/x8iTeDl_Wug&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;border=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="445" height="364"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;Original Soundtrack - "Rent - No Day But Today"&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:Trebuchet MS;"&gt;&lt;object width="445" height="364"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube-nocookie.com/v/jbljhS4xDlU&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;border=1"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube-nocookie.com/v/jbljhS4xDlU&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;border=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="445" height="364"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8247893057970808677-6477599982400781834?l=originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/feeds/6477599982400781834/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/rent-525600.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/6477599982400781834'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/6477599982400781834'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/rent-525600.html' title='Rent - &quot;525,600 นาที&quot; ของชีวิตที่มีความหมาย'/><author><name>alujudoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10488290256059577706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh5BsTn5ChI/AAAAAAAAAA8/o28nvJphLmg/s72-c/0020107275.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8247893057970808677.post-6155834956724415709</id><published>2009-05-27T21:25:00.000-07:00</published><updated>2009-05-27T23:02:19.794-07:00</updated><title type='text'>Dixie Chicks – Taking a Long way **ดนตรี ประเทศชาติ อุดมการณ์ และจอมมารที่ชื่อว่า"บุช" **</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh4UPFcGuXI/AAAAAAAAAAs/27XcoY2NRhI/s1600-h/1187438677-54589_full.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5340728457498638706" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh4UPFcGuXI/AAAAAAAAAAs/27XcoY2NRhI/s320/1187438677-54589_full.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt;Shut Up &amp;amp; Sing เป็นหนังสารคดีที่พูดถึงวงสามสาวคันทรี่ Dixie Chicks กับเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับพวกเธอ อย่างเรื่องวิกฤติศรัทธาของแฟนเพลง คนที่ชื่นชอบแนวเพลงคันทรี่ และขยายวงไปถึงคนอเมริกาทั่วไป ที่รู้สึกต่อต้านและเกลียดชังผลงานของพวกเธอ หลังค่ำคืนหนึ่งเมื่อปี 2003 ณ การแสดงสดในกรุงลอนดอน เมื่อ นาตาลี ไมเนส นักร้องนำของวง พูดต่อหน้าแฟนๆ ที่มาชมคอนเสิร์ตของเธอในคืนนั้นว่า "พวกเราไม่ต้องการให้เกิดสงครามและความรุนแรงอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ และฉันก็รู้สึกอายเหลือเกิน ที่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯมาจากเท็กซัส" แค่เพียงประโยคเหล่านี้ ที่ทำให้หลังจากนั้น Dixie Chicks ได้พบเจอกับสิ่งที่พวกเธอเองคงไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้เจอในชีวิตการเป็นศิลปินบนแผ่นดินที่เฝ้าบอกใครต่อใครว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพอย่าง อเมริกา!!?&lt;br /&gt;การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของ จอร์จ บุช ในตอนนั้นของ นาตาลี ทำให้เกิดกระแสต่อต้านจากคนที่เห็นด้วยกับประธานาธิบดีบุชเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการออกมาพูดต่อว่าเสียๆ หายๆ ของเหล่าแฟนเพลงและกลุ่มคนที่ชื่นชอบแนวดนตรีคันทรี่ และที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของ Dixie Chicks มากที่สุดก็คือการงดเปิดเพลงของพวกเธอออกอากาศของบรรดาสถานีวิทยุเพลงคันทรี่โดยไม่มีเหตุผล ทั้งที่งานเพลงของพวกเธอไม่ได้มีเนื้อหาที่ส่อไปในทางเสื่อมเสียว่าร้ายแต่อย่างใด ซึ่งนั้นส่งผลโดยตรงไปถึงยอดขายซีดีของพวกเธอที่ลดลงอย่างรวดเร็วและน่าตกใจ รวมถึงเรื่องเลวร้ายและทำให้จิตใจของ นาตาลี กระเจิดกระเจิงไปพอสมควร ก็คือตอนที่เธอกลับมาเปิดทัวร์คอนเสิร์ตในเท็กซัส แล้วต้องได้รับข่าวที่ชวนให้ตกใจว่ามีคนตังใจหมายจะมาเอาชีวิตเธอในงานคอนเสิร์ตคืนนี้&lt;br /&gt;เหตุการณ์เรื่องการถูกต่อต้านจากการที่ไปวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของ จอร์จ บุช ที่เกิดขึ้นกับ 3 สาว Dixie Chicks นั้น เกิดขึ้นเมื่อปี 2003 ซึ่งห่างจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ 9 / 11 แค่เพียง 2 ปี ซึ่งในเวลานั้นชาวอเมริกาส่วนใหญ่ยังคงจมอยู่กับความทุกข์ทรมานและหวาดกลัว และเชื่อว่าก็มีจำนวนไม่น้อยทีเกิดความรู้สึกโกรธแค้น ซึ่งฟากรัฐบาลก็พยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้ประชาชนทุกคนในชาติเชื่อว่าศัตรูของพวกเขาคืออิรัก เพื่อขอเสียงสนับสนุนเรื่องความชอบธรรมในการส่งทหารไปบุกทลายอิรัก ซึ่งเมื่อวันเวลาผ่านไป เราทุกคนก็ต่างรับรู้กันว่าความพยายามที่ผ่านมาของรัฐบาลสหรัฐฯที่นำโดยประธานาธิบดี จอร์จ บุช ส่งผลเสียหายตามมามากมายขนาดไหน และเราก็ได้เห็นกันแล้วว่าทุกวันนี้ทุกวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ Dixie Chicks เท่านั้นที่เห็นขัดแย้งกับนโยบายของ จอร์จ บุช&lt;br /&gt;อัลบั้ม Taking a Long way ออกมาในปี 2006 หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหลายเงียบหายลงไปแล้ว ซึ่งอัลบั้มนี้นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงพลังใจที่อยู่ในตัวของ 3 สาว ที่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานา จนสุดท้ายพวกเธอก็ได้มายืน&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh4Un6hE4GI/AAAAAAAAAA0/TMMMsNJ9HR8/s1600-h/061013_dixieposter.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5340728884063428706" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 184px; CURSOR: hand; HEIGHT: 244px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh4Un6hE4GI/AAAAAAAAAA0/TMMMsNJ9HR8/s320/061013_dixieposter.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;อยู่ในฝั่งของผู้ชนะ อัลบั้ม Taking a Long way ขึ้นอันดับ 1 บิลบอร์ดชาร์ท 2 สัปดาห์ ขณะที่ทางฝั่งชาร์ทอัลบั้มคันทรี่ อัลบั้มของพวกเธอสามารถยึดอันดับ 1 ไว้ได้นานถึง 9 สัปดาห์ ซึ่งนั้นแสดงให้เห็นว่าแฟนเพลงคันทรี่ของพวกเธอยังคงรักและชื่นชอบในผลงานเพลงของเธอมากแค่ไหน แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเธอจะถูกตั้งแง่จากแฟนๆ กลุ่มนี้ค่อนข้างมาก ซึ่งคงเป็นเพราะเหตุผลว่า เพลงคันทรี่ ดูๆ ไปก็เหมือนจะเป็นแนวเพลงประจำชาติของคนอเมริกา ซึ่งมันก็เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่าคนกลุ่มคนที่ฟังเพลงแนวนี้จะต้องมีจิตใจรักชาติแรงกล้า จึงกลายเป็นที่มาว่าทำไมหลังจากที่ นาตาลี พูดติงนโยบายของ จอร์จ บุช ด้วยประโยคสั้นๆ นั้นออกไป จึงพลิกผันกลายเป็นเรื่องราวรุกรามใหญ่โต เพราะมีแฟนเพลงคันทรี่บางคนมองว่านี่คือการกระทำที่แสดงออกถึงความไม่รักชาติ แต่สุดท้ายวันเวลาก็พิสูจน์แล้วว่า สุดท้ายใครกันแน่ที่น่าจะถูกประณามว่า "ไม่รักชาติ"&lt;br /&gt;นอกจากความสำเร็จทางด้านยอดขายที่มีต่ออัลบั้ม Taking a Long way แล้ว อีกหนึ่งความสำเร็จ ที่เปรียบได้กับชัยชนะและผลตอบแทนสุดล้ำค่าจากการอดทนต่อสู้กับสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง นั่นก็คือการที่พวกเธอได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่บนเวทีแกรมมีอวอร์ดครั้งที่ 49 เพราะรางวัลใหญ่ๆ ตกอยู่ในมือของพวกเธอเกือบทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ อัลบั้มยอดเยี่ยม, บันทึกเสียงยอดเยี่ยม, เพลงยอดเยี่ยม กับเพลง Not Ready to Make Nice รวมทั้งรางวัลโปรดิวเซอร์ยอดเยี่ยมของ ริค รูบิน คนที่ดูแลอัลบั้มชุดนี้ของพวกเธอ ส่วนรางวัลในสายเพลงคันทรี่ พวกเธอก็คว้ารางวัลใหญ่อย่าง การแสดงสดของวงแนวคันทรี่ยอดเยี่ยมและอัลบั้มคันทรี่ยอดเยี่ยมมาครองได้ตามความคาดหมาย&lt;br /&gt;หลายๆ เพลงในอัลบั้มชุดนี้ เป็นเพลงที่พวกเธอเก็บเอาเรื่องราวร้ายๆ ที่เกิดขึ้นตลอด 3 ปี นำมาเปลี่ยนให้เป็นพลังและไฟในการทำงาน พิสูจน์ได้ในเพลงอย่าง The Long Way Around ที่เล่าถึงการเดินทางที่ผ่านมาของพวกเธอว่าได้มอบหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างกลับคืนมา ซึ่งสร้างพลังและผลักดันให้พวกเธอก้าวผ่านมาอย่างเชื่อมั่น และมันก็นำผลลัพธ์ที่ดีๆ กลับมาให้เธอ ส่วนเจ้าของรางวัลเพลงยอดเยี่ยมแห่งปีอย่าง Not Ready to Make Nice เพลงที่พวกเธอทั้ง 3 คนช่วยกันแต่งซึ่งดูเหมือนว่าจะตั้งใจสื่อถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ว่าพวกเธอไม่ขอยอมแพ้ง่ายๆ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ว่าบางครั้งจะมีบ้างที่รู้สึกท้อแท้เสียใจ แต่ในเมื่อพวกเธอต่างก็รู้ดีว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้คือสิ่งถูกต้อง มันก็ไม่มีอะไรที่พวกเธอจะต้องกลัวหรือว่าเสียใจ เพราะฉะนั้นก็ลุกขึ้นมาแล้วก็ทำสิ่งที่พวกเธอต้องทำอย่างมุ่งมั่นตั้งใจต่อไป&lt;br /&gt;“จะให้พวกเธอหุบปากนะเหรอ ก็คงพอได้ แต่ยังไงก็จะขอร้องเพลงต่อไปแน่นอน"&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:85%;color:#33ccff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;(ถึงจะไม่เชิงเป็น original soundtrack แต่อยากแนะนำให้ลองฟังกันนะ)&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/o-lJu5ibAM8&amp;amp;hl=" fs="1" width="425" height="344" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:85%;color:#33ccff;"&gt;อันนี้เป็นตัวอย่างหนัง Shup Up &amp;amp; Sing&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;embed src="http://www.youtube-nocookie.com/v/Y3CTBrGL5rA&amp;amp;hl=" fs="1&amp;amp;border=" width="445" height="364" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8247893057970808677-6155834956724415709?l=originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/feeds/6155834956724415709/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/dixie-chicks-taking-long-way.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/6155834956724415709'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/6155834956724415709'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/dixie-chicks-taking-long-way.html' title='Dixie Chicks – Taking a Long way **ดนตรี ประเทศชาติ อุดมการณ์ และจอมมารที่ชื่อว่า&quot;บุช&quot; **'/><author><name>alujudoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10488290256059577706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh4UPFcGuXI/AAAAAAAAAAs/27XcoY2NRhI/s72-c/1187438677-54589_full.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8247893057970808677.post-6882709873898302893</id><published>2009-05-27T05:08:00.000-07:00</published><updated>2009-05-27T23:04:53.128-07:00</updated><title type='text'>ดนตรีประกอบภาพยนตร์ *Babel*</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh0triWGktI/AAAAAAAAAAk/1LG6MeATIyM/s1600-h/Ryuichi-Sakamoto-Babel-OST-382916.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5340474959108412114" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 310px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh0triWGktI/AAAAAAAAAAk/1LG6MeATIyM/s320/Ryuichi-Sakamoto-Babel-OST-382916.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; หากเปรียบให้ กุยเลอร์โม อาร์เรียการ์ คนเขียนบทภายนตร์ของหนังเรื่องนี้ เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบงานสร้าง วางรากฐานให้กับหอคอย "Babel" อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตู ก็คือวิศวกรผู้มารับช่วงต่อ ก่อร่างสร้างหอคอยนี้ให้เป็นรูปทรง ทำให้ "Babel" แห่งนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้อย่างมั่นคงแข็งแรง ส่วนคนที่มารับหน้าที่ช่วยเสริมเติมแต่งให้หอคอยหลังนี้ดูสวยเด่นสะดุดตาน่ามองมากยิ่งขึ้นก็คงหนีไม่พ้น กุสตาโว ซานตาโอลัลลา ที่มารับหน้าที่ดูแลในเรื่องของดนตรีประกอบภาพยนตร์&lt;br /&gt;จุดเด่นและความเป็น ซานตาโอลัลลา ที่แสดงออกมาในดนตรีและเป็นตัวนำชื่อเสียง ความชื่นชม รวมถึงรางวัลออสการ์มาสู่เขาก็คือ ความละเมียดและสำเนียงอันพริ้วไหวของเสียงกีตาร์อะคูสติกที่บรรเลงมาจากปลายนิ้วของเขา เป็นแบบน้อยแต่มาก และอีกอย่างที่โดดเด่นออกมาอย่างชัดเจนก็คือ ความเป็นละตินอเมริกา ที่ลอยเด่นมาพร้อมกันกับเสียงกีตาร์&lt;br /&gt;เพลงที่โดดเด่นที่สุดในเรื่องนี้ตกยกให้ Bibo No Aozora ของนักทำดนตรีประกอบชาวญี่ปุ่น ริวอิจิ ซาคาโมโตะ ที่มีแค่เสียงเชลโลกับเสียงเปียโนแต่สามารถสื่อความรู้สึกเหงาและหว้าเหว่ออกมาได้อย่างปวดร้าว เศร้าลึก ซึ่งแทรคนี้ช่วยทำให้เรื่องที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นของสาวน้อยหูหนวกผู้พยายามไขว่คว้าหาความรัก โดดเด่นขึ้นได้อย่างเหลือเชื่อ ตัวเพลงนี้ถูกร้อยต่อกับอีกสองเพลงคือ Endless Flight ของ จาเควซ โมเรเล็นบัวม์ และ Babel ของ ซานตาโอลัลลา ซึ่งสองเพลงหลังจะใช้เสียงกีตาร์เป็นตัวถ่ายทอดอารมณ์ ที่สื่อถึงความอ้างว้าง และว่างเปล่า คล้ายๆ กัน&lt;br /&gt;ส่วนเพลง Phone Call และ Look Inside ที่แม้เสียงกีตาร์จะถูกบรรเลงออกมาได้หวานซึ้ง (นิดๆ) แต่ว่าก็ยังคงแฝงอารมณ์หดหู่ ทุกข์ทรมานไว้ในเพลง ซึ่งเพลงในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ถูกใช้ไปในฉากที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายของทั้งสถานการณ์ สภาวะแวดล้อม และความรู้สึกในจิตใจ ของคู่สามีภรรยาที่รับบทโดย แบรด พิตต์ และ เคต แบลนเช็ตต์ ที่นอกจากจะต้องเผชิญเหตุการณ์ที่น่าตกใจแล้ว ลึกลงไปในใจของทั้งคู่ก็เต็มไปด้วยรอยร้าวที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;ริวอิจิ ซาคาโมโตะ กับการแสดงสด Bibo No Aozora&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;embed src="http://www.youtube-nocookie.com/v/jQEAQS1GVRI&amp;amp;hl=" fs="1&amp;amp;border=" width="445" height="364" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8247893057970808677-6882709873898302893?l=originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/feeds/6882709873898302893/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/babel.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/6882709873898302893'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/6882709873898302893'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/babel.html' title='ดนตรีประกอบภาพยนตร์ *Babel*'/><author><name>alujudoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10488290256059577706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Sh0triWGktI/AAAAAAAAAAk/1LG6MeATIyM/s72-c/Ryuichi-Sakamoto-Babel-OST-382916.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8247893057970808677.post-8356139566944282071</id><published>2009-05-27T00:56:00.000-07:00</published><updated>2009-06-03T01:01:15.136-07:00</updated><title type='text'>ดนตรีประกอบภาพยนตร์ Tenacious D in: The Pick of Destiny</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Shzy5AXYcCI/AAAAAAAAAAM/XgAm0EFIBxU/s1600-h/1226574167Tenacious-D-The-Pick-of-Destiny-poster.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5340410319319101474" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 314px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Shzy5AXYcCI/AAAAAAAAAAM/XgAm0EFIBxU/s320/1226574167Tenacious-D-The-Pick-of-Destiny-poster.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt;Tenacious D คือชื่อของวงดนตรีที่มีสมาชิกอยู่กันเพียงแค่สองคนคือ แจ็ค แบล็ค กับ ไคล์ แกสส์ สองเพื่อนซี้ที่ดีกรีความหล่ออาจจะมีไม่มากพอ แต่ถ้าให้วัดที่น้ำหนักตัวละก็ พ่อสองหน่อไม่ยอมใครแน่ ซึ่ง Tenacious D ไม่ได้เป็นแค่วงดนตรีที่ทำขึ้นมาเล่นๆ หรือแค่ตั้งเอาไว้ทำตลกเฮฮาสำหรับใช้เป็นตัวละครสำหรับในซีรีส์เท่านั้น แต่ทั้ง แจ็ค แบล็ค กับ ไคล์ แกสส์ จริงจังกับ Tenacious D เพราะว่าก่อนหน้านี้ทั้งสองคนก็เคยคลอดอัลบั้มรวมเพลงร็อคของตัวเองออกมาแล้วใช้ชื่ออัลบั้มว่า Tenacious D ในปี 2001 ก่อนจะตามออกมาด้วยอัลบั้มชุดที่ 2 ที่ก็ขอควบเป็นอัลบั้มซาวด์แทรคของหนังเรื่องนี้ไปในตัวกับ &lt;/span&gt;&lt;a title="The Pick of Destiny" href="http://en.wikipedia.org/wiki/The_Pick_of_Destiny"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt;The Pick of Destiny&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;ซึ่งทั้งหมดเป็นฝีมือร้องเองเล่นเองของ Tenacious D เริ่มเพลงแรกด้วย &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a title="Kickapoo (song)" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Kickapoo_(song)"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt;Kickapoo&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt; ฮาร์ดร็อคมันๆ ที่เล่าเรื่องราวชีวิตในวัยเด็กของเจบี (แจ็ค แบล็ค) ที่ปารถนาอยากจะเป็นร็อคสตาร์แต่ทว่าครอบครัวผู้เคร่งในพระเจ้าไม่ยินดีที่จะเห็นลูกชายคนเล็กเป็นแบบนี้ แต่เจ้าหนูเจบีหาได้เชื่อฟังไม่ แม้จะต้องถูกเขี่ยนด้วยเข็มขัดแต่ก็ยังคงเฝ้าถวิลหาดนตรีร็อค เพลงนี้นอกจากจะเด่นตรงที่เป็นเพลงเปิดเรื่อง แถมยังบอกเล่าเรื่องราวใจความสำคัญของหนัง ซึ่งก็ความปารถนาอันแรงกล้าที่จะ "ร็อค" ของตัวเจบีซึ่งก็คือตัว แจ็ค แบล็ค เองนั่นแหละ (ขอชมคนทำที่เขาชั่งสรรหาเด็กที่มาเล่นเป็นแจ็ค แบล็ค ตอนเด็กได้เนียนมากๆ โดยเฉพาะหน้าตา ลีลา ท่าทาง ตอนที่แกลิปซิ้งเพลง &lt;/span&gt;&lt;a title="Kickapoo (song)" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Kickapoo_(song)"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt;Kickapoo&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt; นี่แหละ ซึ่งเจ้าเด็กอ้วนคนนี้มีชื่อว่า ทรอย เจนเทิล โดยนอกจากจะสวบบทเป็นแจ็ค แบล็คตอนเด็กในหนังเรื่องนี้แล้ว เจ้าหนูคนนี้ยังเหมาเอาบทวัยเด็กของแบล็คในเรื่อง &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.imdb.com/title/tt0457510/"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt;Nacho Libre&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt; ด้วยอีกต่างหาก)&lt;br /&gt;อีกหนึ่งความพิเศษ (สุดๆ) ที่อยู่ในเพลง &lt;/span&gt;&lt;a title="Kickapoo (song)" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Kickapoo_(song)"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt;Kickapoo&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt; ก็คือการที่มี 2 สุดยอดของวงการร็อค อย่าง มีท โลฟ และ ดิโอ มาแจมเสียงร้องอยู่ในเพลงนี้ โดยที่ตัว มีท โลฟ มารับบทเป็นพ่อผู้ปฏิเสธอารมณ์ร็อคของลูกชาย ไม่รู้ว่ามีท โลฟมีส่วนในการแต่งเนื้อร้องด้วยหรือเปล่า เพราะจริงๆ ตัวมีท โลฟเองตอนเด็กๆ ก็มีปัญหากับพ่อของตัวเองเหมือนกัน แถมเนื้อเพลงที่มีการพูดถึงการคว้าดาบออกไปปราบมังกร ยังไปโดนตัวมีท โลฟเต็มๆ ไม่เชื่อลองไปหาดูปกอัลบั้มของมีท โลฟที่ชื่อ Bat out of Hell III: The Monster Is Loose&lt;br /&gt;ส่วน รอนนี เจมส์ ดิโอ สุดยอดนักร้องคนโปรดของวง Tenacious D หลังจากที่เคยแต่งเพลงที่ชื่อ Dio ใส่ไว้ในอัลบั้มแรก ซึ่งตัวดิโอเองก็คงจะชอบเพลงนั้นอยู่เหมือนกัน ถึงยอมมาปรากฏตัวในหนั&lt;/span&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Shzzx-o9AWI/AAAAAAAAAAU/skCJImQZQLI/s1600-h/tenaciousd.jpg"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5340411298108473698" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 254px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Shzzx-o9AWI/AAAAAAAAAAU/skCJImQZQLI/s320/tenaciousd.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;งและร่วมฝากพลังเสียงสุดมันให้กับเพลงนี้&lt;br /&gt;เพลงอื่นๆ ที่เด่นๆ ก็มีอย่าง Classico เพลงที่ไคล์ แกสส์บรรเลงกีตาร์โดยดึงเอาเมโลดี้มาจากพวกคลาสสิกชื่อดัง ซึ่งนอกจากจะมี &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;a title="Bourrée in E minor" href="http://en.wikipedia.org/wiki/BourrÃ©e_in_E_minor"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt;Bourrée in E minor&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt; ของ โจฮานน์ เซบาสเตียน บาช อย่างที่ตัวแกสส์บอกไว้ในหนังแล้ว เพลงนี้ยังมีท่อนเด่นๆ มาจากเพลงคลาสสิกระดับขึ้นหิ้งเพลงอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น &lt;/span&gt;&lt;a title="Eine Kleine Nachtmusik" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Eine_Kleine_Nachtmusik"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt;Eine Kleine Nachtmusik&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt; ของ โมซาร์ท และ &lt;/span&gt;&lt;a title="Für Elise" href="http://en.wikipedia.org/wiki/FÃ¼r_Elise"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt;Fur Elise&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt; ของ บีโธเฟน ซึ่งนอกจากไคล์ แกสส์จะได้โชว์ความสามารถและทักษะในการเล่นกีตาร์ของเขากับเพลงนี้แล้ว ตัวแจ็ค แบล็คเองก็ได้วาดลวดลายการร้องในเพลงนี้ได้ตื่นตาตื่นหูไม่เบาเหมือนกัน ซึ่งการนำดนตรีคลาสสิกของคีตกวีเอกเหล่านี้มารวมกับดนตรีร็อคก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางของดนตรีร็อคที่เป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงยุค 70 - 80 จนพัฒนากลายมาเป็นแนวดนตรีที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า คลาสสิก ร็อค&lt;br /&gt;ส่วนเพลง Beelzeboss (The Final Showdown) ก็เป็นอีกหนึ่งเพลงสำคัญของหนัง ซึ่งอยู่ในฉากที่ Tenacious D ดวลเพลงกับซาตานที่รับบทโดย เดฟ โกรห์ล นักร้องนำ - มือกีตาร์ของวง &lt;/span&gt;&lt;a title="Foo Fighters" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Foo_Fighters"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt;Foo Fighters&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt; และอดีตมือกลองของวงดนตรีที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์ร็อคอย่าง &lt;/span&gt;&lt;a title="Nirvana (band)" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Nirvana_(band)"&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt;Nirvana&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;font-size:85%;"&gt; ซึ่งตัวเพลงจะสลับพาร์ทดนตรีกันระหว่างดนตรีเฮฟวีเมทัลหนักๆ ทางฟากซาตาน ส่วนฝั่ง Tenacious D ก็ตอบโต้ด้วยกีตาร์โปร่ง ก่อนที่ Tenacious D จะใช้สุดยอดเพลงร็อคในแบบของพวกเขาเอาชนะซาตานลงได้&lt;br /&gt;เพลงที่เหลือที่น่าสนใจก็มีอย่าง History อะคูสติกร็อคมันๆ เด่นที่เสียงสับคอร์ดกีตาร์ (ไม่ใช่เสียงสับหมู) ซึ่งใกล้เคียงกับ Master Exploder นอกจากนี้ก็มีเพลงมันๆ เข้าขั้นเฮฟวีเมทัลอย่าง Break In-City (Storm The Gate!), Car Chase City และ The Metal ส่วนพวกโหมดเพลงซึ้งๆ ก็มีให้ฟังพักหูอย่าง Baby และ Dude (I Totally Miss You) ซึ่งอารมณ์ของทั้งสองเพลงต่างก็ออกไปทางเหงาๆ ด้วยกันทั้งคู่&lt;br /&gt;ไม่แปลกถ้าจะมองว่า Tenacious D เป็นเพียงแค่วงดนตรีที่มีภาพความเป็นคณะตลกติดตัวอยู่ แต่ถ้ามองกันให้ลึกไปถึงตัวเพลงและดนตรีร็อคที่พวกเขาสร้างขึ้น ขอยืนยันในฐานะคนฟังเพลงและเกียรติของชาวร็อคว่า Tenacious D คืออีกหนึ่งชื่อที่ไม่ควรมองข้ามในการถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เพลงร็อค! &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:trebuchet ms;"&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8247893057970808677-8356139566944282071?l=originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/feeds/8356139566944282071/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/tenacious-d-in-pick-of-destiny.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/8356139566944282071'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8247893057970808677/posts/default/8356139566944282071'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://originalsoundtrack-alujudoo.blogspot.com/2009/05/tenacious-d-in-pick-of-destiny.html' title='ดนตรีประกอบภาพยนตร์ Tenacious D in: The Pick of Destiny'/><author><name>alujudoo</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10488290256059577706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_VJ3CqmAlhoQ/Shzy5AXYcCI/AAAAAAAAAAM/XgAm0EFIBxU/s72-c/1226574167Tenacious-D-The-Pick-of-Destiny-poster.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
